เมื่อวันที่ 27 พ.ค. นายเชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์การเยือนฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านเศรษฐกิจและการลงทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคง และการวาง Positioning ใหม่ของไทยในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายเชษฐา กล่าวว่า การเดินทางเยือนกรุงปารีสครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกัมพูชามาอย่างยาวนาน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปพบประธานาธิบดีนายเอมานูว์แอล มาครง จึงสะท้อนว่า ไทยกำลังใช้การทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจและถ่วงดุลในประเด็นความมั่นคงภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

นายเชษฐา กล่าวต่อว่า อีกจุดที่ถูกมองว่าเป็น หมากสำคัญ คือ การแต่งตั้งนายนิกรเดช พลางกูร ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและชี้แจงสถานการณ์ไทยต่อประชาคมโลกในช่วงวิกฤติความขัดแย้งกับกัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ถูกมองว่าเป็นการส่งคนที่ใช่ ไปอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

นายเชษฐา กล่าวต่อไปว่า การที่นายกรัฐมนตรีประกาศจากฝรั่งเศสอย่างชัดเจนว่า ไทยจะไม่เปิดด่านให้กัมพูชาในเวลานี้ ถือเป็น สัญลักษณ์ทางการเมืองและความมั่นคง ที่ส่งสารไปยังนานาชาติว่า ไทยยืนยันจุดยืนเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศอย่างหนักแน่น ขณะเดียวกัน ภารกิจหารือกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ก็ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับแผนปฏิรูปพลังงานของไทย โดยเฉพาะแนวคิดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอนาคต ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับแผนการใช้เม็ดเงินขนาดใหญ่เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

นายเชษฐา ยังกล่าวอีกว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของรัฐบาลไทยในการผลักดันประเทศเข้าสู่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งฝรั่งเศสถือเป็นหนึ่งในสมาชิกหลัก การสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับฝรั่งเศสจึงอาจเป็นกุญแจสำคัญ ในการสร้างพันธมิตรและแรงสนับสนุนต่อการยกระดับไทยสู่มาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ประเทศขนาดกลางถูกกดดันให้เลือกข้างระหว่างสหรัฐกับจีน แต่ทั้งไทยและฝรั่งเศสต่างอยู่ในสถานะที่ไม่ต้องการผูกติดกับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงมีแนวโน้มที่จะสร้างเครือข่ายพันธมิตรของประเทศขนาดกลาง เพื่อรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน

นายเชษฐา กล่าวต่อไปว่า ด้านผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีทั้งการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการผลักดัน FTA ไทย–EU รวมถึงความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด AI Data Center อวกาศ การบิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

นายอนุทิน และนายเอมานูว์แอล มาครง ยังเห็นพ้องร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส ไปสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ผ่านกรอบความร่วมมือ Joint Action Plan 2026–2028 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีในระยะยาว ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนว่า การเยือนฝรั่งเศสของรัฐบาลไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทางทางการทูตทั่วไป แต่คือการวางหมากทางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างพื้นที่ยืนใหม่ของไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และบทบาทของไทยบนเวทีโลก