สืบเนื่องจากข้อสั่งการของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด โดยได้มีการมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงพื้นที่ขยายผลเก็บพยานหลักฐานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ก่อนมีการรับเป็นเรื่องสืบสวน และมีบางส่วนรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันและศูนย์กระจายน้ำมันต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย กรณีหากพบการกระทำผิดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกผู้ต้องหารับทราบข้อกล่าวหา ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับรายงานความคืบหน้า คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ กรณีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินหน้ากวาดล้างขบวนการนี้อย่างเด็ดขาด โดยแหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการดำเนินคดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีการปลอมปนน้ำมันที่เกิดขึ้น ณ คลังน้ำมัน อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเลียมเทรดดิ้ง จำกัด พร้อมด้วยกรรมการบริษัทไปแล้ว ในฐานความผิดร่วมกันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น
ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 29 พ.ค.69 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาคือ นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี ซึ่งเป็นน้องชายของนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือ “เสี่ยตือ คอสโม่” ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ในความผิดฐาน “..ร่วมกันเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 10 กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543..” โดยกำหนดให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย.69
แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า ระหว่างที่มีการขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการสอบสวนปากคำพยานสำคัญหลายราย จนได้มีการดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาแก่ บริษัททริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ในฐานะนิติบุคคล และแจ้งข้อหาแก่ กรรมการบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จังหวัดอ่างทอง ไปแล้ว 1 ราย ตามข้อกล่าวหาการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงและการขายน้ำมันเกินราคา ส่วนกรณีที่ขยายผลและเตรียมดำเนินคดีกับ นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี เนื่องด้วยพยานหลักฐานสำคัญบ่งชี้ว่า แม้ไม่ปรากฏชื่อในโครงสร้างของกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท แต่กลับมีเส้นทางการเงินเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท และเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังจัดการธุรกิจทั้งหมด
แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า สำหรับการตรวจสอบกรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (โรงกลั่น 6 แห่งในประเทศไทย) ที่ไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 8 ข้อสำคัญ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ที่กำหนดว่าจะต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทั้ง 8 ข้อสำคัญนั้น ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการตรวจสอบขยายผลอย่างต่อเนื่อง จากการร้องทุกข์กล่าวโทษของทีมงานสุดซอยและกรมธุรกิจพลังงาน ที่ก่อนหน้านี้ได้เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับโรงกลั่นน้ำมัน จำนวน 6 แห่ง ในข้อหาทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา (กรณีไม่ลงรายการสถานที่ส่งน้ำมันในใบกำกับการขนส่ง จำนวน 166 ใบ)
ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งเป็นนิติบุคคลระดับมหาชนทั้ง 6 บริษัท เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยได้นัดหมายให้โรงกลั่นเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในระหว่างวันที่ 11 – 12 มิ.ย.69 ซึ่งการดำเนินการขยายผลอย่างเด็ดขาดนี้ของดีเอสไอ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการจัดระเบียบและปราบปรามขบวนการทุจริตในวงการน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายรัฐบาล
สำหรับ 6 โรงกลั่นน้ำมันที่ถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา มีดังนี้ 1.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน): Thaioil (TOP) 2.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน): GC (PTTGC) 3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน): IRPC 4.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): Bangchak (BCP) 5.บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน): Bangchak Sriracha (BSRC) และ 6.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน): Star Petroleum (SPRC)
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานเพิ่มเติมผลการประชุมของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงาน ตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานคณะกรรมการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการประชุมครั้งที่ 2 กันไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค.69 โดยรายงานข่าว เปิดเผยว่า ประธานคณะกรรมการได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก 2 คณะ
โดยคณะอนุกรรมการชุดแรก จะดำเนินการตรวจสอบรวบรวมข้อมูล รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลว่า ในเรื่องของการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการก่อนและหลังอย่างไรบ้าง ส่วนคณะอนุกรรมการอีกหนึ่งชุดจะดำเนินการตรวจสอบในเรื่องของบุคคลที่คาดว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจากนี้ไปไม่เกิน 1 เดือนจะมีผลรายงานไปยังนายกรัฐมนตรีรับทราบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุดดังกล่าว จะมีหน่วยงานเกี่ยวข้องมาร่วมบูรณาการข้อมูลกว่า 30 เจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจะติดตามและตรวจสอบการดำเนินงาน ตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีหน้าที่จะต้องเสนอมาตรการป้องกันและชี้ว่าบุคคลใดมีการกระทำสุ่มเสี่ยงในเรื่องของการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือมีใครเพิกเฉย หรือสนับสนุน เพื่อเอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์จากการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงที่คนไทยประสบวิกฤติขาดแคลน แต่อย่างไรแล้วจะต้องดูพยานหลักฐานที่ได้มาจากการรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน.



