เมื่อวันที่ 30 พ.ค. นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ( กมธ.ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อให้การพิจารณาของคณะกรรมาธิการมีข้อมูลและความเห็นที่ครบถ้วน ซึ่งหน่วยงานที่เชิญมาร่วมประชุม ประกอบด้วยคณะทำงาน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” เพื่อชี้แจงผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานภาครัฐ
โดยในการประชุมดังกล่าว รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ในฐานะฝ่ายวิชาการของคณะทำงานฯ ได้ชี้แจงถึงรายละเอียดของผลการสำรวจซึ่งจัดทำขึ้นตามแนวทางมาตรฐานของธนาคารโลก (World Bank) เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face) จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการจำนวน 401 รายทั่วประเทศ ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ย้ำว่าการเผยแพร่ผลสำรวจดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาหรือเพ่งเล็งหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นการเฉพาะ หากแต่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและประสบการณ์จริงที่ภาคเอกชนได้รับ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาและขับเคลื่อนให้เกิดการแก้ไขปัญหาในเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังได้นำเสนอแนวทางการ ดำเนินงานในระยะต่อไป ประกอบด้วยการผลักดันกรอบการทำงานร่วมกันใน 6 ด้านหลัก การรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎกระทรวงที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการเตรียมจัดกิจกรรม Workshop ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยงด้านการทุจริตและจำกัดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้ร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในหลากหลายประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องความน่าเชื่อถือของผลสำรวจ มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนของภาครัฐ ตลอดจนผลกระทบของปัญหาคอร์รัปชันที่มีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งตนได้ขอให้คณะทำงานฯ จัดส่งรายละเอียดข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง และแนวทางการผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ นำไปใช้ประกอบการพิจารณาและขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป
“ผมขอขอบคุณคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ที่ให้เกียรติเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เชื่อว่า ข้อมูลจริง ประสบการณ์จริง และข้อเสนอที่สร้างสรรค์ จะช่วยให้เราพัฒนาระบบราชการให้โปร่งใส ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค ลดการใช้ดุลยพินิจที่ไม่จำเป็น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนได้มากขึ้น นอกจากนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ สนใจจะะเข้าร่วมกิจกรรม Workshop ของคณะทำงานฯ ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นภายในเดือนก.ค. 2569 นี้ เพื่อร่วมกันบูรณาการการทำงานและสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” นายอาสพลธ์ กล่าว



