จากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบัน ‘โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย’ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้พัฒนาสู่พื้นที่ต้นแบบด้านความยั่งยืนของประเทศไทย โดยใช้การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

ตลอด 38 ปีที่ผ่านมา แนวทางการพัฒนาดังกล่าวได้ขยายจากการฟื้นฟูผืนป่าไปสู่การจัดการทรัพยากรในมิติที่หลากหลาย ทั้งการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะ น้ำ และพลังงาน การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน ส่งผลให้พื้นที่ป่ากลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า 90% และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผู้สนใจจากทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานหลายพันคนต่อปี

‘ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี’ ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญจากดอยตุงคือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต้องเริ่มจากความเข้าใจวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เมื่อชุมชนมีอาชีพ มีรายได้ และมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่อยู่รอบตัว การดูแลสิ่งแวดล้อมก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ความสำเร็จของดอยตุงเริ่มจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีพื้นที่สำหรับดำรงชีวิตและสร้างรายได้ ขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติก็ได้รับการฟื้นฟูและดูแลอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้
หนึ่งในตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของพื้นที่คือความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงมีการสำรวจและติดตามข้อมูลด้านพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนการดูแลพื้นที่ให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ของชุมชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรในระยะยาว


ด้านการจัดการขยะ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้แนวคิด ‘ขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ’ และสามารถลดการนำขยะไปฝังกลบได้ 100% ตั้งแต่ปี 2561 แม้พื้นที่จะรองรับทั้งชุมชน โรงงาน ร้านอาหาร โรงแรม สถานศึกษา และนักท่องเที่ยวประมาณ 5-6 แสนคนต่อปี โดยมีการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ก่อนนำไปใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิล การนำไปเป็นอาหารสัตว์ การส่งต่อให้ผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาต หรือการนำไปผลิตพลังงาน พร้อมขยายผลสู่ 29 หมู่บ้านในพื้นที่ เพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดและสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน
ด้านการจัดการน้ำ มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการบำบัดและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในกิจกรรมที่เหมาะสม รวมถึงติดตามคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอในพื้นที่ต่างๆ ของโครงการ ช่วยลดการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศต้นน้ำ


ในด้านพลังงาน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เลือกใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละกิจกรรม ทั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ และการผลิตไบโอดีเซลสำหรับใช้ภายในพื้นที่ ทำให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 163.3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี
การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของดอยตุงยังต่อยอดสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำวัสดุเหลือใช้จากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ และพลังงาน จนได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียนจากหลายหน่วยงาน
ขณะเดียวกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังพัฒนาคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าที่ชุมชนร่วมกันดูแล โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย หรือ ทีเวอร์ (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพื่อนำประโยชน์ที่เกิดขึ้นกลับมาสนับสนุนการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
อีกหนึ่งเป้าหมายหลักคือการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และเครือข่ายดอยตุง ยัง การ์เดียนส์ (DoiTung Young Guardians) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ตลอด 38 ปีที่ผ่านมา ดอยตุงจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะสภาพป่าและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสร้างชุมชนที่มีอาชีพ มีรายได้ และมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรของตนเอง จนกลายเป็นหนึ่งในต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ยังคงถูกนำไปศึกษาและต่อยอดในหลายพื้นที่



