เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 5 มิ.ย. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังเสร็จสิ้นการชี้แจงและทำความเข้าใจกับคณะทูตต่างประเทศ 67 คน และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศอีก 4 คน กรณีที่ทางการกัมพูชายื่นเรื่องขอใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) เพื่อเรียกร้องสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ชี้แจงกับตัวแทนสถานทูตต่าง ๆ อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่เห็นด้วยกับเหตุผลและข้ออ้างของกัมพูชา ที่ระบุว่าการที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี 2544 (MOU 2544) ทำให้ไม่มีช่องทางเจรจาแบบทวิภาคีจนต้องพึ่งกลไกระหว่างประเทศ ความจริงแล้ว เจตนาของไทยคือต้องการเริ่มต้นเจรจาในบริบทใหม่เนื่องจากกรอบเดิมไม่มีความคืบหน้ามากว่า 20 ปี และทั้งสองฝ่ายควรพูดคุยแบบทวิภาคีกันก่อนอย่างสมัครใจ แต่กัมพูชากลับเลือกใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่า เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการบังคับทันที
“ที่มีการพาดหัวข่าวว่าประเทศไทยถูกลากเข้าสู่กระบวนการนั้น ผมขอยืนยันว่าไม่ใช่ เราไม่ได้ถูกลากไป แต่เราเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการนี้ภายใต้กรอบ UNCLOS ด้วยความมั่นใจในพยานหลักฐานของเรา และไม่ได้เดินไปตามเกมหรือเงื่อนไขที่ฝ่ายกัมพูชากำหนดแน่นอน” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ รมว.การต่างประเทศ ยังระบุถึงข้อเรียกร้องของกัมพูชาที่พยายามเสนอเรื่อง “การพัฒนาร่วมและการแบ่งปันทรัพยากรในน่านน้ำ” ควบคู่ไปกับการปักปันเขตแดน โดยไทยได้โต้แย้งอย่างเด็ดขาดว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS มีขอบเขตอำนาจจำกัดเฉพาะเรื่อง “การกำหนดเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีป” ให้ชัดเจนเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์และการพัฒนาร่วม ซึ่งประเด็นดังกล่าวต้องแยกออกไปเจรจาทวิภาคีต่างหาก เรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่ไทยแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย
สำหรับแนวทางการต่อสู้ ฝ่ายไทยเตรียมเสนอชื่อนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญระดับโลกจำนวน 2 คน เข้าเป็นผู้ประนีประนอมฝ่ายไทยภายในกรอบเวลา 21 วัน เพื่อไม่เปิดช่องให้กัมพูชาเป็นผู้แต่งแต่งให้ โดยขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองได้ตอบรับแล้ว และอยู่ในขั้นตอนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติอย่างเป็นทางการ
นายสีหศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความกังวลว่า ท่าทีของกัมพูชาในครั้งนี้สวนทางกับเจตนารมณ์ร่วมของผู้นำทั้งสองประเทศที่เคยตกลงกันว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันแบบค่อยเป็นค่อยไป การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการปิดประตูความสัมพันธ์และทำลายความเชื่อใจ ส่งผลกระทบให้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องนำเรื่องความร่วมมือชายแดน และการเจรจาเขตแดนทางบกทั้งหมด กลับมาทบทวนพิจารณาใหม่อีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่กระบวนการ UNCLOS นี้ไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย และสุดท้ายในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า ผลลัพธ์ก็ต้องกลับมาที่จุดเดิมคือการเจรจาทวิภาคีระหว่างสองประเทศอยู่ดี ซึ่งหากกัมพูชาเลือกคุยกันเองตั้งแต่แรก ปัญหาอาจจบลงได้เร็วกว่านี้ในฐานะมิตรประเทศ



