สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่า สงครามในตะวันออกกลาง ตัดขาดการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดวิกฤติอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากประเทศสมาชิกหลักของโอเปกพลัส รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถจัดหาน้ำมันให้กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ นับตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ วิกฤติของโอเปกพลัส ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ถอนตัวออกจากโอเปก หลังเป็นสมาชิกมาเกือบ 60 ปี

ประเทศสมาชิกหลักของโอเปกพลัส 7 ประเทศ รวมถึงรัสเซีย ปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย. เกือบ 600,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในความเป็นจริง การผลิตน้ำมันของกลุ่มลดลงอย่างมาก เนื่องจากการลดการส่งออกของประเทศสมาชิกในอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 33.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน เม.ย. เทียบกับ 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ก.พ.

ล่าสุด โอเปกระบุในแถลงการณ์ว่า สมาชิกทั้งเจ็ดประเทศตัดสินใจเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นไป ซึ่งเท่ากับการปรับเพิ่มในเดือนนี้ และลดลงจากการปรับเพิ่มรายเดือน 206,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือน เม.ย. และ พ.ค. เพื่อคำนึงถึงการถอนตัวของยูเออี

อย่างไรก็ตาม นายฆอร์เฆ เลออน นักวิเคราะห์จากบริษัท ไรสแตด เอเนอร์จี และอดีตเจ้าหน้าที่โอเปก กล่าวว่า การเพิ่มกำลังการผลิตของโอเปกพลัสมีความหมายน้อยมาก ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ และเมื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง ตลาดก็อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากความกลัวการขาดแคลน ไปสู่ความกลัวอุปทานส่วนเกิน.

เครดิตภาพ : REUTERS