เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 8 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมกลุ่ม สว.สำรอง แถลงข่าวถึงพฤติการณ์กรณีนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ส่อละเว้นหน้าที่ และเอื้อประโยชน์ฮั้วเลือก สว. หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการเลือก สว. ซึ่งนายฐิติเชฏฐ์ และนายแสวง เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ส่อไปในทางขัดกันแห่งผลประโยชน์ และอาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และประวิงเวลาการจับโพยในคูหา ซึ่งนายฐิติเชฏฐ์ ได้สร้างภาพลักษณ์ความเด็ดขาดผ่านสื่อด้วยการเดินตรวจคูหาและยึดหลักฐานโพยรายชื่อจัดตั้งได้ แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
กกต.มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เมื่อพบหลักฐานซึ่งหน้าว่า เข้าข่ายความผิดการฮั้ว ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 77 กลับไม่มีการสั่งระงับ ยับยั้ง ซักถาม หรือส่งตัวดำเนินคดีทันที และยังปล่อยให้กระบวนการลากยาว 2 ปีแล้ว จน สว.เข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งพฤติกรรมนี้ ส่อเจตนาประวิงเวลา หรือเป่าคดี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้การเลือก สว.ที่ไม่โปร่งใสผ่านพ้นไป เข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า เลขาธิการ กกต.ยังไฟเขียวปล่อยผ่าน ถือว่าเป็นการส่อพฤติการณ์สนับสนุนให้โกงสำเร็จ ทั้งที่ข้อเท็จจริงมีการแจ้งเบาะแสล่วงหน้า แล้วแต่กลับมีคำสั่งหรือคำพูดในลักษณะปล่อยผ่านให้กระทำผิด เช่น กรณีที่เลขาธิการ กกต.ระบุเขาทำมาแล้ว ปล่อยให้เขาเอาเข้าไปเถอะ ซึ่งผลตามกฎหมายถือเป็นการจงใจละเลยต่อหน้าที่ เข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 157 และอาจมองได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้สมัครรายอื่น กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งได้สำเร็จทั้งที่บทบาทของนายแสวง เป็นผู้อำนวยการการเลือกระดับประเทศ
นายฐิติเชฏฐ์ มีบทบาทในการประเมินผลงานของนายแสวง ให้ผ่านในระดับดีเยี่ยม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนต่อความล้มเหลวในการจัดเลือกตั้ง สว.ซึ่งถูกมองเป็นการตอบแทนและช่วยเหลือกันเพื่อรักษาฐานอำนาจภายใน ซึ่งหากผลการประเมิน กกต.ของคนอื่น ๆ แล้ว นายแสวง ไม่ควรผ่านการประเมินปี 2568 ต้องเลิกจ้าง
เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้ร้องคัดค้านทุกคน จึงขอเรียกร้องให้นายฐิติเชฏฐ์ กกต.ถอนตัวและไม่เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.ทุกกรณี เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และปัจจุบันกลุ่มผู้สมัคร สว.ที่ได้รับผลกระทบยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อตรวจสอบจริยธรรมร้ายแรงและการขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้ว ซึ่งหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ทั้ง 2 คน อาจต้องพ้นจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิทางการเมือง
พร้อมยังตั้งข้อสังเกตการทำหน้าที่ของนายฐิติเชฏฐ์ ที่ครบวาระแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยวิธีพิเศษ ที่ให้ สว. ไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ กกต.คนใหม่แทนนายฐิติเชฏฐ์ ทำให้ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าวุฒิสภาจะเห็นชอบ กกต.คนใหม่ ทั้งนี้ ในวันที่ 9 มิ.ย.นี้ ตนจะนำเรื่องดังกล่าวมายื่นต่อ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร
นายอัครวัฒน์ ยังเรียกร้องไปถึงคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ทำหน้าที่ตรวจสอบและสรุปสำนวนคดีฮั้ว สว.แล้ว ให้ส่งศาลฎีกาพิจารณาต่ออย่าเล่นกับไฟ เพราะมีกระแสข่าวว่า มีบุคคลนอกที่ชอบใส่กางเกงขาสั้น มาบัญชาการ และมีกระแสข่าวว่า จะมีการลงมติ 5:2 ให้ยกคำร้อง


