นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงมาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเลขาธิการ สมอ. ดำเนินการเข้าตรวจสอบโรงงานเหล็กที่มีอยู่ประมาณ 40 แห่งทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน โดยการตรวจสอบจะครอบคลุมทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาและขั้นตอนการผลิตทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน

“หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นเทคโนโลยีการผลิตแบบใด แต่ประเด็นหลักคือผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตออกมานั้นต้องได้มาตรฐานตามที่ สมอ. กำหนดไว้ หากพบว่าเหล็กในลอตใดไม่ได้มาตรฐานจะต้องดำเนินการกำจัดหรือโละทิ้งทั้งลอตทันที แต่หากได้มาตรฐานจึงจะอนุญาตให้ส่งถึงมือผู้บริโภคได้ ทั้งนี้จะมีการส่งทีมเข้าสุ่มตรวจทุก ๆ 2 สัปดาห์ โดยโรงงานที่มีข้อร้องเรียนหรือมีปัญหามากจะเพิ่มความถี่ในการเข้าตรวจให้มากขึ้น”

สำหรับประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีหนังสือคำสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ให้ใช้เหล็กที่ผลิตจากเตาหลอมระบบอินดักชั่น (ไอเอฟ) ในงานก่อสร้างนั้น ถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้และมีความถูกต้อง เนื่องจากเหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่ต่างกันจะมีคุณสมบัติที่ต่างกัน จึงมีความเหมาะสมกับการก่อสร้างในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความสับสน กระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจว่าเหล็กลักษณะใด หรือที่ผลิตจากเทคโนโลยีแบบใด ควรจะใช้กับการก่อสร้างประเภทใดจึงจะเหมาะสมที่สุด

พร้อมมอบหมายให้ สมอ. เร่งออก มอก. โดยแยกตามประเภทของเทคโนโลยีการผลิตให้ชัดเจน เนื่องจากเทคนิคการผลิตที่ต่างกันย่อมทำให้ได้คุณสมบัติของเหล็กที่ต่างกัน โดยตั้งเป้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือน ทั้งนี้ แม้จะมีประเด็นเรื่องประเภทของเตาหลอม แต่อยากจะย้ำว่า หัวใจสำคัญคือเหล็กที่ผลิตออกมาต้องได้มาตรฐานตามที่ สมอ. กำหนดไว้ หากตรวจพบว่าไม่ได้มาตรฐานจะต้องทำการโละทิ้งทั้งลอตทันที เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

“เราจะทำคู่มือออกมาว่าเหล็กลักษณะใดควรใช้กับการก่อสร้างแบบใด ซึ่งกรณีที่หน่วยงานรัฐอื่น ๆ เช่น กระทรวงคมนาคม หรือ กทม. มีการกำหนดสเปกไม่ใช้เหล็กบางประเภทนั้น ถือเป็นสิทธิที่ถูกต้องเพราะเหล็กแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเหมาะกับงานก่อสร้างที่ต่างกัน พร้อมทั้งให้จัดทำคู่มือสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อทำความเข้าใจว่าเหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีแต่ละแบบมีความเหมาะสมกับการก่อสร้างในลักษณะใด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า”