นาย เอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า  นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่รมว.เกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะเดินทางไปเจรจาในวันที่ 17 มิ.ย.นี้   ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับการแก้ปัญหากุ้งและปลากะพง ซึ่งตนได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ในการแก้ปัญหาปิดด่านห้ามนำเข้ากุ้งไทย เป็นปัญหาระยะสั้นที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะหลังเดือนมิ.ย.ปริมาณกุ้งในภาคใต้จะน้อยลง  และจะไม่มีประโยชน์ถ้าแก้ปัญหาหลังจากนี้  การแก้ปัญหาที่สำคัญในขณะนี้ก็คือการเจรจาผ่อนปรนให้มีการเปิดด่าน และการแก้ไขปัญหาที่ทำให้ ประเทศมาเลเซียไม่สบายใจก็คือเรื่องของการตรวจสารตกค้างในปลากะพง  ในการเจรจาระดับประเทศ จะต้อง มาดูเงื่อนไขว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ไม่สบายใจ ก็ทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายทั้งกุ้งและปลา

“ตอนนี้เขาต้องการความเป็นธรรมในการตรวจสารตกค้างในสินค้า  ไม่ใช่ว่านำสินค้าของเขามากักไว้ที่ด่านนาน 5-7 วัน จึงจะดำเนินการ เพราะปลากะพงเป็นสินค้าเกษตรอ่อนไหว  ช้าไปเพียง 2 วันก็จะมีผลต่อคุณภาพ เราควรจะมีข้อตกลงในการตรวจสารร่วมกันอาจจะต้องใช้วิธีตรวจและออกใบรับรองจากสถานที่เพาะเลี้ยง โดยตรงเพื่อลดขั้นตอนการตรวจสารตกค้างบริเวณหน้าด่าน  เมื่อจะส่งออกก็สามารถนำสินค้าพร้อมกับใบรับรองไปสำแดงได้ทันทีจะได้ไม่ต้องรอ ตรวจที่ด่านเหมือนอย่างที่ผ่านมา”

นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวอีกว่า   เมื่อมีการคุยกัน เชื่อว่าปัญหา จะคลี่คลายลงแต่สิ่งที่ตนเสนอไปอีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ปัญหาเรื้อรังของอุตสาหกรรมกุ้งที่ตกต่ำต่อเนื่องมานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องโรคระบาดซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ที่ภาคเอกชนไม่มีขีดความสามารถ  ในฐานะนายกสมาคมได้ยื่นเรื่องไปถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรงบประมาณ 5.500 ล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งระบบในอุตสาหกรรมกุ้ง ตั้งแต่การจัดการเรื่องพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์หรือแม้แต่ลูกพันธุ์กุ้ง การจัดการเลี้ยงกุ้งในบ่อดิน การควบคุมโรค การตัดเรื่องโรคระบาด งานวิจัยการเลี้ยงกุ้ง จัดการการตลาดทั้งภายในและ ต่างประเทศ เชื่อว่าหากรัฐบาลลงทุนในงบประมาณจำนวนนี้จะสามารถนำรายได้จากอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของประเทศไทยกลับมาอยู่ในระดับ 1 แสนล้านได้อีกครั้ง เพราะวันนี้เรามีมูลค่าการส่งออกลดลงเหลือเพียง 4 หมื่นล้านเท่านั้น การส่งออกลดลงทุกปีต่อเนื่องกันมาถึง 13 ปีแล้ว