ในยุคที่ค่าครองชีพสูง ได้เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับใครหลายคน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน เรียกว่า “งานหนักไม่กลัว กลัวเงินจะอยู่ไม่ถึงสิ้นเดือน” และยิ่งอยู่ในสังคมเมือง ทุกครั้งที่เงินเข้าต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไรให้รอด เพราะค่าใช้จ่ายต่อเดือนสูงลิ่ว ไม่ว่าจะค่ากิน ค่าเดินทาง หรือค่าผ่อนหนี้ผ่อนสิน ทำให้แค่ต้นเดือนเงินก็แทบจะหมดบัญชี

สิ่งที่สำคัญในเวลานี้ นอกจากการใช้ชีวิตแล้ว ยังต้องใช้เงินให้เป็น เพื่อให้อยู่รอดในยุคค่าครองชีพแพง โดยมีคำแนะนำจาก “ฟินทิป ทีทีบี” ชวนมนุษย์เงินเดือนลองปรับมุมมอง ด้วย 3 หลักคิดง่าย ๆ ที่ช่วยให้การเงินดีขึ้นได้จริง และยังใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยหลักคิดแรก “อยู่ให้เป็น” จัดการเงินให้รอดก่อน แล้วค่อยใช้ หลายคนเผลอใช้เงินก่อน แล้วคิดว่า “เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ” ซึ่งการคิดแบบนี้จะทำให้เราไม่มีเงินเก็บใช้ในยากที่จำเป็น 

ถ้าอยากเริ่มวางแผน ลองปรับวิธีคิดใหม่ เริ่มจากการแบ่งเงินง่าย ๆ ดังนี้ แบ่ง 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง, 30% ค่าใช้จ่ายด้านไลฟ์สไตล์ เช่น ชอปปิง เที่ยว ให้รางวัลตัวเอง และอีก 20% เก็บเป็นเงินออมทันทีที่เงินเข้า เผื่อไว้เป็นเงินออม หรือ เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

หัวใจหลักคือ “ต้องมีเงินเก็บก่อนใช้” และอีกตัวช่วยที่ทำให้เห็นภาพการเงินชัดขึ้น คือการจดรายรับ-รายจ่าย แค่รู้ว่าเงินเราออกไปกับอะไร ก็ช่วยคุมการใช้เงินได้มากขึ้น หากวางแผนแล้วยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้อยู่ดี ลองเลือกทางออกแบบง่าย ๆ เช่น ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มรายได้ จากอาชีพเสริมที่ตัวเองถนัด

หลักคิดที่สอง “เย็นให้พอ” มีสติ ไม่โดนหลอกง่าย ซึ่งทุกวันนี้ไม่ใช่แค่หาเงินยาก แต่ “การรักษาเงิน” ก็ยากไม่แพ้กัน เพราะมิจฉาชีพมาได้หลายรูปแบบ เช่น หลอกให้ลงทุน และเสนอผลตอบแทนสูงเกินจริง, โทรหรือทักให้โอนเงินแบบเร่งด่วน, โปรโมชันที่ดูดีเกินจริง และงานออนไลน์ที่รายได้สูงแบบไม่น่าเป็นไปได้

วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ 1.อะไรที่ “ดูดีเกินจริง” ให้สงสัยไว้ก่อน 2.อะไรที่ “เร่งให้ตัดสินใจ” ให้หยุดก่อน 3.อะไรที่ “ราคาถูกไป” ให้คิดก่อน ซึ่งคำว่า “เย็นให้พอ” คือไม่รีบ ไม่โลภ และไม่ตื่นตระหนก แค่ตั้งสติให้ทัน อาจช่วยป้องกันการเสียเงินก้อนใหญ่ได้เลย

หลักคิดที่สาม “รอให้ได้” แยกให้ชัดระหว่าง “อยากได้” กับ “จำเป็น” โดยยุคนี้การใช้เงินง่ายมาก แค่ไม่กี่คลิกของก็มาส่งถึงบ้าน ยิ่งมีโปรผ่อน 0% หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ยิ่งทำให้เราเผลอใช้เงิน เพราะอารมณ์มากกว่าเหตุผล ปัญหาคือ เราเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรคือ “อยากได้” หรือ “จำเป็น”

ลองใช้วิธีง่าย ๆ คือ “รอ 24 ชั่วโมง” ก่อนจะซื้อของที่อยากได้มาก ๆ แล้วถามตัวเองอีกครั้งว่า ยังอยากได้อยู่ไหม เพราะบางครั้ง เราไม่ได้อยากได้ของจริง ๆ แต่อยากได้แค่ “ความรู้สึกตอนซื้อ” เท่านั้น

สรุปง่าย ๆ ทำได้เลย ถ้าอยากมีชีวิตทางการเงินดีขึ้น ลองเริ่มจาก 3 อย่างนี้ โดยต้อง “ใช้เงินให้เป็น” วางแผนก่อนใช้ แยกจำเป็นกับฟุ่มเฟือย ต่อมา “ใจเย็นให้พอ” ไม่รีบตัดสินใจ ตรวจสอบให้รอบคอบ และต้อง “อดทนให้ได้” รู้จักรอ ไม่ซื้อทุกอย่างที่อยากได้

เทคนิคการบริหารเงินเพื่อนำไปปรับใช้เป็นคัมภีร์ส่วนตัว อย่างแรก “เทคนิคบริหารเงินออมเชิงรุก” โดยเปลี่ยนกระปุกออมเงินธรรมดา ให้เป็น “เงินออมตามวัตถุประสงค์” แยก “บัญชีออมย่อย” ซึ่งปัจจุบันโมบายแบงก์กิ้งหลายค่ายมีฟีเจอร์แยกกระเป๋าเงินในบัญชีเดียว แล้วทยอยเฉลี่ยออมเป็นรายเดือน เช่น ประกันรถปีละ 12,000 บาท ก็ออมเดือนละ 1,000 บาทในกระเป๋านั้น พอถึงเวลาจ่าย เราจะไม่สะเทือนเงินก้อนหลัก

อย่างที่สอง “เทคนิคการจัดการหนี้สินและการป้องกันความเสี่ยง” ในฐานะมนุษย์เงินเดือน ภาระหนี้สินคงที่ทั้งหมด ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บัตรเครดิต ไม่ควรเกิน 30% และสูงสุดห้ามเกิน 40% ของเงินเดือนเด็ดขาด หากเกินกว่านี้ สภาพคล่องจะวิกฤติทันทีเมื่อเจอภาวะเงินเฟ้อหรือของแพงขึ้น

ที่สำคัญถ้ามีหนี้สินบ้านที่อยู่อาศัย ควรรีไฟแนนซ์ หรือ รีเทนชัน ทุกครั้งที่ครบกำหนด และนี่คือรอยรั่วที่ใหญ่ที่สุดของคนผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโดฯ เมื่อดอกเบี้ยบ้านหมดโปรโมชัน 3 ปีแรก โดยดอกเบี้ยจะกระโดดสูงขึ้นมาก มนุษย์เงินเดือนต้องติดต่อธนาคารเดิมเพื่อขอปรับลดดอกเบี้ย หรือย้ายธนาคาร ทันที เพื่อลดค่างวดและตัดเงินต้นให้ได้มากที่สุด

อย่างที่สาม “เทคนิคเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองและการทำ” เปลี่ยน “ค่าลดหย่อนภาษี” เป็น “เงินออมเพื่ออนาคต” โดยมนุษย์เงินเดือนคือกลุ่มที่เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุด ดังนั้นการบริหารเงินที่ดีต้องมองไปถึงการลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนเอสเอสเอฟ, อาร์เอ็มเอฟ หรือไทยอีเอสจีรวมถึงประกันชีวิตและประกันสุขภาพ โดยวิธีนี้ช่วยให้เราได้ “เงินคืนภาษี” กลับมาเป็นโบนัสก้อนรวมตอนต้นปี และได้เงินออมระยะยาวไปในตัว

ในวันที่ค่าครองชีพยังสูงขึ้นไม่หยุดแต่เงินเดือนยังเท่าเดิม “ทางรอด” ของมนุษย์เงินเดือน อาจไม่ใช่แค่การพยายามหาเงินให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการบริหารเงินที่มีอยู่ให้คุ้มค่า ผ่านการควบคุมรายจ่าย วางแผนการใช้เงินอย่างรอบคอบ และเลือกใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นอย่างมีสติ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและไม่สร้างภาระทางการเงินในระยะยาว