เวที EART JUMP 2026 :A Bridge to Empower Action โดยกสิกร ในหัวGrab For Good เพราะทุกคำสั่งซื้อคือการส่งต่อความยั่งยืนสู่อนาคต จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก. แกร็บแท๊กซี่ ( ประเทศไทย ) ได้บอกถึง เบื้องหลังธุรกกรรมสีเขียวภายใต้แพลตฟอร์มของ Grab ว่า บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) ดำเนินธุรกิจมากว่า 13 ปี โดยยึดหลักการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับสังคมไทย โครงสร้างธุรกิจหลักในปัจจุบันแบ่ง4 บริการหลัก ได้แก่ การบริการรับส่งผู้โดยสาร, การบริการจัดส่งสิ่งของและอาหาร (GrabFood และ GrabExpress), บริการทางการเงิน (Financial Services) รูปแบบสังคมไร้เงินสด (Cashless) ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพแก่พาร์ทเนอร์คนขับและร้านอาหาร และกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ แม้แกร็บจะขับเคลื่อนด้วยธุรกรรมขนาดเล็ก เช่น ค่าโดยสารเริ่มต้น 19 บาท หรือออเดอร์อาหารเฉลี่ย 100 กว่าบาท แต่ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมกว่า 8 ประเทศ 900 เมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีผู้ใช้บริการจริง สูงถึง 52 ล้านคน พลังของธุรกรรมจำนวนมหาศาลนี้จึงสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวก ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ

จันต์สุดา กล่าวว่า รูปแบบการดำเนินธุรกิจของแกร็บไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลกำไร แต่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด 3P คือ Performance (ผลประกอบการ), People (ผู้คน) และ Planet (สิ่งแวดล้อม) แม้ในช่วง 10 ปีแรกแกร็บจะเน้นการลงทุนเชิงนวัตกรรมจนขาดทุนต่อเนื่อง เพิ่งมีกำไรเมื่อ1-2 ปีที่ผ่านมา จนเสียภาษีให้แก่ประเทศได้ การเติบโตนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่เชื่อมโยง แกร็บ, ร้านอาหาร, พาร์ทเนอร์คนขับ และผู้บริโภค ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างเกื้อกูล ตัวอย่างเช่น การเก็บค่าคอมมิชชัน (GP) จากร้านอาหารสูงสุดไม่เกิน 30% และลดเหลือเพียง 9% ในโครงการช่วยเหลือสังคม เพื่อนำรายได้ส่วนนี้ไปเจือจุนและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพาร์ทเนอร์คนขับและในส่วนของ Planet แกร็บเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานบริจาคเงิน 1-2 บาทจากการใช้บริการเพื่อนำไปปลูกต้นไม้หรือซื้อคาร์บอนเครดิต
ในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม แกร็บมุ่งมั่นสู่การเป็น Green Mobility ผ่านโครงการ Grab EV ที่ดำเนินงานมาแล้ว 2-3 ปี เพื่อผลักดันให้พาร์ทเนอร์คนขับเปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์สันดาปมาสู่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น แบรนด์ไทยอย่าง EM และ SK EV นวัตกรรมนี้สร้างผลประโยชน์ร่วมกันแบบ ทุกฝ่าย คนขับสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 60% จากเดิมอาจต้องจ่ายค่าน้ำมันจากวันละประมาณ 500 บาท เหลือเพียง 100 กว่าบาท ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายจากรถที่สะอาดและไร้กลิ่นน้ำมัน และโลกได้รับการปกป้องจากการลดมลพิษ โดยแกร็บได้สนับสนุนโมเดลการเข้าถึงรถ EV 2 รูปแบบ คือ การผ่อนขับรับรถ (เช่าซื้อ) โดยไม่มีเงินดาวน์ ผ่อนชำระรายวันเพื่อเป็นเจ้าของรถใน 5 ปี และโปรแกรมเช่าขับรายวัน พร้อมทั้งร่วมมือกับพาร์ทเนอร์สถานีชาร์จ อาทิ EV Me, Sasco, Charge+, และ Stark EV รวมถึงการเตรียมเปิดจุดชาร์จเฉพาะสำหรับคนขับแกร็บที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และพัทยา มอบส่วนลดค่าไฟเหลือเพียงประมาณหน่วยละ 6 บาท ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีก 20-30%
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก. แกร็บแท๊กซี่ ( ประเทศไทย ) กล่าวว่า ปัจจุบันแกร็บขยายการให้บริการรถ EV ไปแล้วกว่า 16 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา และขอนแก่น โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา มีการเดินทางด้วยรถ EV ในระบบกว่า 170,000 เที่ยว จากจำนวนรถในระบบราว 30,000 คัน ซึ่งช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 200,000 ตัน เทียบเท่ากับการบินไป-กลับระหว่างนิวยอร์กและลอนดอนถึง 200,000 เที่ยว

นอกจากนี้ แกร็บยังใช้ Green Tech หรือนวัตกรรมการบริหารเส้นทางเพื่อความยั่งยืน เช่น ระบบพ่วงออเดอร์ (Batching) และ Group Order ที่ช่วยลดระยะทางการขนส่งลงได้กว่า 16% ซึ่งปัจจุบันมีการจัดการออเดอร์ในรูปแบบนี้ไปแล้วกว่า 40% ช่วยให้คนขับประหยัดทั้งเวลาและน้ำมัน
นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐาน แกร็บยังสร้างการมีส่วนร่วม กับผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยี โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการเลือกบริจาคเงินสมทบทุน 1 บาทสำหรับการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ หรือ 2 บาทสำหรับรถยนต์ เพื่อนำไปปลูกต้นไม้ในจังหวัดกระบี่ไปแล้ว
กว่า 400,000 ต้น และสนับสนุนการซื้อคาร์บอนเครดิตประเภทไบโอชา (Biochar) ในจังหวัดปราจีนบุรี ยิ่งไปกว่านั้น ฟีเจอร์ “ไม่รับช้อนส้อมพลาสติก” ในบริการ GrabFood ยังประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีผู้ใช้งานเลือกไม่รับพลาสติกสูงถึง 90% ช่วยลดปริมาณขยะช้อนส้อมพลาสติกไปได้แล้วกว่า 5,000 ล้านชุด ซึ่งแกร็บได้นำมูลค่าที่ประหยัดได้นี้กลับไปสมทบทุนปลูกต้นไม้เพิ่มอีก 1.4 ล้านต้น ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เพียงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันของทุกคนในระบบนิเวศ ก็สามารถร่วมกันขับเคลื่อนโลกใบนี้ให้เขียวและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง



