เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ปฏิเสธตอบคำถามหลังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอโพยฮั้วเลือก สว. ว่า รู้สึกงงว่าทำไมจึงย้อนกลับมาที่ตน เพราะตนไม่ใช่คนในคลิป และคำถามก็ชัดเจน คือ แค่จะให้นายมงคลยืนยันว่าบุคคลในคลิปนั้น ใช่นายมงคลหรือไม่ ซึ่งนายมงคลน่าจะรู้ดีที่สุด แค่ตอบว่าใช่หรือไม่ แต่ตนเห็นว่านายมงคลไม่ได้ตอบ และคิดว่าบางครั้ง การไม่ตอบก็เป็นคำตอบแบบหนึ่ง ฉะนั้นเราก็ดูได้จากหลักฐานในคลิป และการไม่ตอบคำถามของประธานวุฒิสภาว่า บุคคลในคลิปก็คือตัวเองหรือไม่นั้น ตนคิดว่ายิ่งตอกย้ำว่าคำถามที่ตนถามถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่เผยแพร่คลิปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนถึงอีกชุดที่ถามประธานวุฒิสภาว่าใช่บุคคลในคลิปหรือไม่ รวมถึงเอกสารที่มีการยื่นกับ กกต. เป็นเอกสารที่เขียนอะไรไว้บ้าง ใครเป็นคนจัดทำ แต่จนถึงวันนี้ ตนยังไม่ได้รับคำตอบ แต่คนที่ออกมาชี้แจงก็เป็นคนที่ตนไม่ได้ถามถึง และชี้แจงในประเด็นที่ตนไม่ได้ถามเป็นคำถามหลัก
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 18 มิ.ย. กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการศาลและองค์กรอิสระของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่จะพูดคุย 2 เรื่อง การตรวจสอบคดีฮั้วในการเลือก สว. และการตรวจสอบข้อพิรุธในการเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2569 ตนจึงคาดหวังว่า กกต.จะเตรียมคำตอบมาในวันพรุ่งนี้ (18 มิ.ย.) ด้วย
เมื่อถามว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้หรือไม่ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการกล่าวหาได้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากติดตามการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าคลิปวิดีโอที่ตนเผยแพร่ เป็นส่วนหนึ่งของชุดข้อมูลและชุดหลักฐานที่ได้รวบรวมเพื่อตั้งคำถามการทำหน้าที่ กกต. เกี่ยวกับคดีฮั้วการเลือก สว. และตนเข้าใจดีว่า กกต.จะชี้แจงว่าสามารถจดตัวเลขเพื่อกันลืม ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ตนตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ในคลิปวิดีโอนี้ ได้เห็นปฏิกิริยาของ กกต.ว่ามีการเรียกเอกสารและตักเตือนผู้สมัคร หากเอกสารที่ กกต.เก็บไป ไม่ได้มีปัญหาอะไร และพฤติกรรมในวันดังกล่าวไม่ได้มีข้อพิรุธ เหตุใด กกต.จึงเรียกเก็บเอกสาร และตักเตือนผู้สมัคร
นายพริษฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ยังมีเอกสารหลักฐานอีกหลายชุดหลายประเภท เช่น บัตรการลงคะแนนที่ชุดตัวเลขเดิมๆ ปรากฏซ้ำ ซึ่งนำมาคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ แต่มาจากขบวนการจัดตั้ง และจากหลักฐานจัดตั้งคาดว่าในสำนวนจะมีหลักฐานการนัดหมายรวมตัวกันก่อนวันเลือก มีหลักฐานการจ่ายค่าเดินทางให้กลุ่มคนที่อยู่ในกระบวนการจัดตั้ง รวมถึงเส้นทางการเงิน เกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกกล่าวหา และตามที่ได้รับทราบข้อมูล กกต. จะพิจารณาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นที่แรก โดยได้รับข้อมูลและเบาะแสจากการยื่นวิปฝ่ายค้านสัปดาห์ที่แล้ว มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องด้วย ไหลจากกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนไปยังหลายเส้นทาง รวมถึงบุคคลที่ขณะนี้เป็น สว. จังหวัดดังกล่าว และบุคคลที่เป็นทีมงาน รวมถึง สส. ในจังหวัดดังกล่าว
“อยากให้มองหลักฐานประกอบรวมกันและเห็นพิรุธเกิดขึ้น แล้วตรวจสอบว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม โดยทำให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล และล่าสุดเห็นว่าอธิบดีดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดในคลิป และ กกต. ตั้งคำถาม ไม่เคยถูกรวมในสำนวนที่ดีเอสไอมีการสอบสวน และ กกต. คนดังกล่าวไม่เคยมาชี้แจงในฐานะพยาน และต้องถามคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ว่าคำถามที่ได้ถามตั้งแต่วันเสาร์โพยอยู่ที่ไหน รวมในสำนวนหรือไม่ เหตุการณ์ในวันดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนเพื่อตรวจสอบหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจน” นายพริษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นการยื้อเวลาหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามกรอบกฎหมาย กกต.จำเป็นที่จะต้องมีมติภายใน 90 วัน หลังจากพิจารณาวันแรก และหากตั้งข้อสังเกตดีๆ วันแรกที่ประธาน กกต.ออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่าจะมีการพิจารณา แบบจันทร์เว้นจันทร์รวม 12 ครั้ง หากลองบวกตัวเลข จะคิดเป็น 24 สัปดาห์ หรือ 180 วัน ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอผ่านมาไม่มีวันก็มีการเปลี่ยน ว่าจะมีการพิจารณาทุกวันจันทร์ ซึ่ง กกต. จะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วันและเราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าสุดท้ายแล้วจะมีการพยายามตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเพื่อทำให้การส่งคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาใด ที่แม้มีหลักฐานชัดจะไปไม่ถึงฝันหรือไม่
เมื่อถามว่าหากสุดท้ายแล้ว กกต.มีมติว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีมูลจะตรวจสอบต่อไปอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องทวงถามเหตุผลและคำอธิบายของ กกต. เพราะคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เป็นการทำงานร่วมกันของ กกต.และดีเอสไอ มีข้อสรุปออกมาว่า หลักฐานมีเพียงพอที่จะเสนอเรื่องไปยังศาลอย่างน้อย 229 คน หาก กกต.จะมีมติออกมาแล้วสวนทาง คือไม่มีการส่งคำร้องใดๆ ไปที่ศาล คิดว่า กกต. ต้องอธิบายกับสังคมว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น
“ผมชวนคิดต่อว่าท้ายที่สุดแล้ว หาก กกต. มีมติส่งเรื่องไปที่ศาลเฉพาะบางคน แล้วมีการเป่าคดีหรือยกคำร้องคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องทวงถามเช่นกัน ว่าเหตุผลที่ตัดสินใจต่างกันเป็นเพราะความหนักแน่นของหลักฐานต่างกันหรือเป็นเพราะมีความพยายามสละบางคนในคำร้องแล้วส่งไปที่ศาลเพื่อลดกระแสสังคม หรือปกป้องคนบางคนที่อาจจะอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจมากกว่า ผมใช้คำว่าตอนนี้เราอาจจะมีระบบที่เรียกว่า 50 shades of Blue คือ 50 เฉดของสีน้ำเงิน มีความกังวลใจว่าหากเป็นน้ำเงินอ่อนที่สละได้ เรื่องก็อาจจะไปถึงศาล แต่หากเป็นน้ำเงินเข้มที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจจะไปไม่ถึงศาลหรือไม่ ฉะนั้นหาก กกต. มีมติออกมาที่ปฏิบัติกับ 229 คน แตกต่างกัน ก็ต้องทวงถามว่าความแตกต่างนั้นอยู่บนพื้นฐานความหนักแน่นของหลักฐานที่ต่างกัน หรืออยู่ที่ผู้ถูกกล่าวหานั้นใครอยู่ใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจ ระบอบสีน้ำเงินมากกว่าหรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว.



