ท่ามกลางมรสุมความท้าทายของภาคการเกษตรไทยในปัจจุบัน ทั้งปัญหาต้นทุนปุ๋ยและยาที่ถีบตัวสูงขึ้น สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างคาดเดาไม่ได้ ตลอดจนการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรง มีเกษตรกรไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างเต็มศักยภาพ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จึงได้เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนแผนงาน เทคโนโลยีพร้อมใช้”เพื่อส่งมอบงานวิจัยที่ใช้ได้จริงลงสู่ผืนดิน ยกระดับคุณภาพชีวิตและพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.กุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการ ARDA บอกว่า  เป้าหมายสำคัญสูงสุดของ ARDA ไม่ใช่เพียงแค่การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเก็บไว้บนหิ้ง แต่คือการเปลี่ยน งานวิจัย” ให้กลายเป็น รายได้ที่จับต้องได้” ของเกษตรกร ปัจจุบันแผนงาน เทคโนโลยีพร้อมใช้”  ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยได้สนับสนุนโครงการวิจัยแล้วถึง 37 โครงการ ร่วมกับ 24 หน่วยงานภาคี ครอบคลุม 61 จังหวัดทั่วประเทศ และมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 17,596 ครัวเรือน ซึ่งทะลุเป้าหมายปีแรกที่ตั้งไว้ 10,000 ครัวเรือนเกือบ 2 เท่า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเกษตรกรที่มีต่อเทคโนโลยีที่สามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

พื้นที่ภาคตะวันตก โดยเฉพาะเพชรบุรี ถือเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองที่สำคัญของประเทศ ทว่าที่ผ่านมาไทยกลับประสบปัญหาไม่สามารถส่งออกกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่นได้เต็มโควตาตามกรอบความตกลง JTEPA ที่ให้ไว้สูงถึง 8,000 ตันต่อปี โดยส่งออกได้จริงเพียง 3,000–4,000 ตัน เนื่องจากผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ขาดขนาดที่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนการจัดการแปลงที่สูง ARDA จึงได้นำเทคโนโลยีพร้อมใช้เข้าไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรในอำเภอท่ายางและอำเภอบ้านลาด ผ่าน 3 เสาหลักเทคโนโลยี คือ

ระบบน้ำ Mini Sprinkler ที่ออกแบบเฉพาะช่วยกระจายน้ำทั่วถึง 2,800 ลิตรภายใน 20 นาที การจัดการธาตุอาหารตามค่าวิเคราะห์ดิน ร่วมกับการใช้ปุ๋ยคอกปรับปรุงดินเพื่อลดต้นทุน การจัดการก่อนเก็บเกี่ยว ด้วยการค้ำยันและการกำหนดวันตัดที่แม่นยำ 58 วันหลังตัดหวีตีนเต่า

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้:คือสามารถดึงสัดส่วนกล้วยหอมทอง เกรด A จากเดิม 60% พุ่งทะยานสู่ 80% ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของเกษตรกรเติบโตกว่าเท่าตัว จาก 26,365 บาท เป็น 54,078 บาทต่อไร่ต่อรอบการผลิต

อีกหนึ่งความสำเร็จคือการปฏิวัติการปลูกผักเคล (Kale) หรือ “ราชินีแห่งผักใบเขียว” ของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านประชาบำรุง และวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน ที่เดิมประสบปัญหาโรคแมลงรบกวนและสภาพอากาศแปรปรวนจากการปลูกกลางแจ้ง ทำให้พื้นที่ 100 ตารางเมตร ผลิตผักได้เพียง 30 กิโลกรัมต่อเดือน

ARDA จึงส่งนวัตกรรม โรงเรือนต้นทุนต่ำ” ร่วมกับ ระบบผลิตอินทรีย์ด้วยชีวภัณฑ์” เช่น น้ำส้มควันไม้ บิวเวอร์เรีย บีที และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เข้ามาตัดวงจรสารเคมี ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 150 กิโลกรัมต่อเดือน (พุ่งขึ้น 400% หรือ 5 เท่า) และดันรายได้ต่อโรงเรือนเพิ่มจาก 2,280 บาท เป็น 6,150 บาทต่อเดือน

ความสำเร็จในภาคตะวันตก ทั้งกล้วยหอมทอง ผักเคลอินทรีย์ คือเครื่องพิสูจน์ว่า เทคโนโลยีพร้อมใช้คือเครื่องมือสำคัญในการสร้างเกษตรมูลค่าสูง ยกระดับมาตรฐาน และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นความมั่งคั่งของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง”