วันที่ 18 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภายหลังการลงนามข้อตกลง MOU สันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน โดยระบุว่า รัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนสูงและเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเมินหากสถานการณ์ความขัดแย้งยุติลง จะส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และภาพรวมเศรษฐกิจที่จะปรับตัวดีขึ้น แต่ในเชิงโครงสร้างยังมีปัจจัยที่น่ากังวล โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่

สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ โดยราคาน้ำมันอาจมีการปรับตัวลดลงในระยะสั้น แต่จะยังไม่ลดลงไปมากเท่ากับระดับเดิมในอดีต และโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกทำลายไปมากจากการสู้รบ คาดว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี กว่าที่ฐานการผลิตจะกลับมาฟื้นตัวได้สมบูรณ์

นายเอกนิติ กล่าวว่า ยืนยันยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามแผนเดิม รวมถึงเรื่องการกู้เงินที่ต้องพิจารณาต่อไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเน้นย้ำว่าในเชิงเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

“ราคาน้ำมัน ก็อาจจะมีปรับลงในระยะสั้น แต่ว่าอาจจะไม่ได้ลงไปเยอะเท่าเหมือนเดิม เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติถูกทำลายไปเยอะ กว่าจะฟื้นฟูมาได้ต้องใช้เวลา ดังนั้นจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป”