กติกาใหม่ภายใต้มาตรฐานไทยแลนด์ แท็กโซโนมี (Thailand Taxonomy) กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ตั้งแต่การออกแบบโครงการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญข้อกำหนดด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้น
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จึงจัดฟอรัม ‘GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future’ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาคตลาดทุน พร้อมชวนพันธมิตรในระบบนิเวศสีเขียวร่วมเตรียมความพร้อมรับกติกาดังกล่าว
ทั้งห่วงโซ่ต้องปรับตัว

‘อุทัย อุทัยแสงสุข’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยนำแนวคิดดังกล่าวเข้าไปอยู่ในกระบวนการคิดและการออกแบบผ่านแนวทาง แสนสิริ ซัสเทนเนเบิล ดีไซน์ (Sansiri Sustainable Design) มานานก่อนที่ภาครัฐจะประกาศใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด
โดยบริษัทขับเคลื่อนผ่านกรอบการดำเนินงาน 3 Green Framework ได้แก่ การจัดซื้อสีเขียว การก่อสร้างสีเขียว และการออกแบบสีเขียว ครอบคลุมคู่ค้ากว่า 4,000 รายในห่วงโซ่อุปทาน โดยเริ่มวางรากฐานตั้งแต่ต้นน้ำเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นตลอดทั้งระบบ ซึ่งในปีนี้ แสนสิริยกระดับการจัดฟอรัมสู่แนวคิด ‘TOWARDS A REGENERATIVE FUTURE’ หลังจากเคยจัดเวทีด้านความยั่งยืนมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2567 ภายใต้แนวคิด ‘Rethinking Sustainability’ และ ‘Sansiri Ecoleadership Forum’
อุทัยกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจ เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่อยู่ในกิจกรรมของคู่ค้าและพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวไปพร้อมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยบริษัทต้องการทำหน้าที่ทั้งในฐานะผู้ขับเคลื่อนและผู้เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ
เปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ให้เป็นโอกาส
เมื่อไทยแลนด์ แท็กโซโนมี ระยะที่ 2 ครอบคลุมมายังภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ภาคธุรกิจมีเกณฑ์กลางในการประเมินและติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกได้ชัดเจนขึ้น สำหรับแสนสิริ บริษัทได้ดำเนินงานด้านการลดคาร์บอนมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่าความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตรมาใช้เป็นตัวชี้วัดตามเส้นทางลดคาร์บอนของประเทศ โดยได้รับการรับรองจาก บูโร เวอริทัส (Bureau Veritas) องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล
อุทัยย้ำว่า บริษัทไม่ได้มองไทยแลนด์ แท็กโซโนมีเป็นเพียงข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่เห็นว่าเป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วงที่เงินลงทุนทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่โครงการสีเขียวมากขึ้น การปรับตัวได้เร็วจึงช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ทั้งเงินกู้สีเขียวและหุ้นกู้สีเขียว ซึ่งบริษัทได้รับอนุมัติวงเงินกู้สีเขียวมูลค่า 4 พันล้านบาท และเป็นผู้ประกอบการรายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ออกหุ้นกู้สีเขียวเพื่อนำเงินไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาโครงการต้นแบบบ้านยั่งยืนในปี 2568
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชันวายและเจเนอเรชันซี ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักของตลาด ให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่มีความคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การผ่านเกณฑ์ไทยแลนด์ แท็กโซโนมีจึงช่วยให้ผู้บริโภคเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากขึ้น โดยโครงการที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 25-35% และช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว
สำหรับแผนในระยะถัดไป แสนสิริเตรียมเปิดตัวโครงการ Biodiversity Flagship ทั้งโครงการแนวราบและแนวสูงภายในช่วงปลายปีนี้ พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศสีเขียว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อให้การปรับตัวต่อกติกาด้านสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะยาว
ตลาดทุนส่งสัญญาณชัด

‘อัสสเดช คงสิริ’ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจจัดสรรเงินลงทุนมากขึ้น ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ไทยแลนด์ แท็กโซโนมี จะเป็นกรอบกลางที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายระดับโลกเข้ากับบริบทการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ทำให้การประเมินโครงการและการลงทุนมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น

ด้าน ‘ขัตติยา อินทรวิชัย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาคการเงินกำลังปรับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ โดยนำเกณฑ์ไทยแลนด์ แท็กโซโนมีมาใช้เป็นเครื่องมือประเมินโครงการมากขึ้น เพราะองค์กรที่มีแนวทางการดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนจะมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียวได้มากขึ้น และสามารถลดความเสี่ยงจากมาตรการด้านคาร์บอนที่หลายประเทศเริ่มนำมาใช้

ขณะที่ ‘ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ’ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโลกมีความชัดเจนขึ้นทุกปี และตลาดโลกเริ่มใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริงในการประเมินธุรกิจมากกว่าการประกาศเจตนารมณ์เพียงอย่างเดียว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าองค์กรพร้อมหรือไม่ แต่คือองค์กรจะเดินตามหรือก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ดึงซัพพลายเชนร่วมเปลี่ยนผ่าน

ภายในงานยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ ‘Aligning Business with Thailand Taxonomy’ โดย‘สมัชชา พรหมศิริ’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยแลนด์ แท็กโซโนมี กำลังเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ตั้งแต่การวางแผนพอร์ตโครงการ การออกแบบอาคาร การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนการทำงานร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน องค์กรที่เริ่มปรับตัวได้เร็วจะมีความได้เปรียบมากขึ้นในการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว ขณะที่การมีเกณฑ์กลางที่ชัดเจนยังช่วยให้ภาคธุรกิจเตรียมพร้อมรับกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นในอนาคต โดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือการสร้างมูลค่าเพิ่มควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้าน ‘วรุตม์ เลขะจิระกุล’ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ไดกิ้น ไทยแลนด์ ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยไทยแลนด์ แท็กโซโนมีเข้ามาช่วยให้เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับภาคอาคารและที่อยู่อาศัยซึ่งระบบปรับอากาศเป็นหนึ่งในส่วนที่ใช้พลังงานสูง บริษัทจึงมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์เพื่อลดการใช้พลังงาน ควบคู่กับการใช้และฟื้นฟูสารทำความเย็นเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
‘หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล’ กรรมการคณะกรรมการความยั่งยืน บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการและกลุ่มเอสเอ็มอีสามารถปรับตัวไปพร้อมกับกติกาใหม่ของโลกได้ ทั้งยังช่วยให้การใช้วัสดุหมุนเวียนและการจัดซื้อที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมขยายตัวไปตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ
‘วชิระชัย คูนำวัฒนา’ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับไทยแลนด์ แท็กโซโนมี ถือเป็นกลยุทธ์ที่จะขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน และเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยกรอบการดำเนินงานดังกล่าวยังช่วยให้ภาคธุรกิจมองเห็นทิศทางการลงทุนและการลดคาร์บอนร่วมกันได้ชัดเจนมากขึ้น
ขณะที่ ‘ดร.ณัฐกร ไกรกุล’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และบริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยแลนด์ แท็กโซโนมี เป็นเครื่องมือที่จะช่วยเปิดทางไปสู่แหล่งเงินทุนสีเขียว และสนับสนุนทั้งองค์กรขนาดใหญ่และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนในระยะยาว



