ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ภายใต้กฎระเบียบสินค้าปลอดการทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) มีข้อแตกต่างอย่างชัดเจนจากการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานแบบดั้งเดิม ที่เน้นเพียงการระบุแหล่งที่มา กระบวนการผลิต การขนส่ง จนถึงมือผู้บริโภค

แต่สำหรับ EUDR หัวใจสำคัญคือการพิสูจน์ตั้งแต่ที่ดิน หรือพิกัด ของสถานที่ผลิต ควบคู่กับการยืนยันความถูกต้อง 2 ประการ ได้แก่

1. ผลิตภัณฑ์ต้องปลอดจากการทำลายป่า

2. กระบวนการผลิตต้องถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต

ความท้าทายที่แท้จริงของ EUDR จึงไม่ใช่เรื่องของตัวเทคโนโลยี แต่คือ การบริหารจัดการข้อมูล ให้มีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ และมีความโปร่งใส เพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน ของผู้ประกอบการยุโรปผศ.ดร.ธีรยา มะยะกูล อาจารย์กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหิดล ระบบตรวจสอบย้อนกลับ กล่าวและว่า เมื่อมองปัญหาการบริหารจัดการข้อมูลของประเทศไทย แยกออกเป็น 3 ประเด็นได้แก่

1. ข้อมูลไม่มีความพร้อมใช้งาน โดยเฉพาะข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ของแปลงปลูกหรือแหล่งผลิตที่มักจะไม่มี หรือไม่ได้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากระบบกระดาษสู่ระบบดิจิทัลนี้ ถือเป็นภาระเชิงระบบที่สร้างความท้าทายอย่างมากแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย

2. ขาดความเชื่อมั่นในข้อมูล แม้จะมีการจัดทำข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลแล้ว แต่ความท้าทายถัดมาคือเรื่อง “ความน่าเชื่อถือและการยอมรับ” เพื่อนำไปใช้งานต่อ รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการห่วงโซ่อุปทานปฏิเสธที่จะแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน

3.ข้อมูลแยกส่วนและไม่เชื่อมโยงกัน ข้อมูลในแต่ละระบบไม่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีการกำหนดมาตรฐานและนิยามข้อมูลที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น คำว่า “แปลงเกษตร” ของหน่วยงานหนึ่ง อาจมีความหมายไม่ตรงกับอีกหน่วยงานหนึ่ง เมื่อส่งข้อมูลข้ามระบบจึงเกิดความคลาดเคลื่อน และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลในที่สุด

Untitled design – 2

จากประเด็นปัญหาข้างต้นจะเห็นได้ว่าการบริหารจัดการข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนระบบการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่ภายใต้ข้อกำหนด EUDR ที่มีความซับซ้อนเกี่ยวเนื่องและส่งผลกระทบต่อกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับข้อมูล สามารถอธิบายโดยง่าย ดังนี้

1. การกำหนดเจ้าของข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อระบุแหล่งที่มาและสิทธิ์ในการจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม ในความหมาย EUDR “เกษตรกรคือเจ้าของข้อมูลต้นทาง ส่วนหน่วยงานผู้พัฒนาระบบ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน มีหน้าที่เป็นเพียงผู้ดูแลและสนับสนุนระบบเท่านั้น ดังนั้น ทุกกระบวนการตรวจสอบต้องมีขั้นตอนการให้ความยินยอม

2.จัดกลุ่มประเภทข้อมูลที่ชัดเจน อาทิ ข้อมูลระบุตัวตนของผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ในระบบการผลิต อาทิ เกษตกร ผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก เอกสิทธิ์ เอกสารสิทธิ์, การจ่ายค่าจ้าง หรือนโยบาย เพื่อแสดงการปฏิบัติตามกฎหมาย

ดร.ธีรยา กล่าวว่าการจัดการความหลากหลายของระบบ ในทางปฏิบัติ การบังคับให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการทุกคนเปลี่ยนมาลงทะเบียนหรือใช้ระบบสารสนเทศเดียวกันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทางออกที่ถูกต้องจึงเป็นการ “กำหนดมาตรฐานกลางของข้อมูล” ที่ครอบคลุมทั้งในระดับนิยาม คุณภาพ และสิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูล โดยมีระบบกลางของประเทศ ทำหน้าที่สนับสนุนในการรวบรวม ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (เช่น การตรวจสอบพื้นที่บุกรุกป่า หรือความถูกต้องทางกฎหมาย) และประมวลผลเป็นรายงานที่น่าเชื่อถือส่งต่อไปยังปลายทาง

กระบวนการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือเฉพาะเจาะจง แต่ประเด็นสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลของสินค้าในระบบห่วงโซ่ เริ่มต้นจากเกษตรกรที่ให้ข้อมูลตามจริง ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่ช่วยรวบรวมและส่งต่อข้อมูลนั้นไปยังตลาดยุโรป เมื่อข้อมูลมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ สินค้าเกษตรของไทยไม่เพียงแต่จะผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดของ EUDR แต่ยังเป็นการยกระดับสินค้าเกษตรให้ตอบสนองต่อความยั่งยืนในอนาคต