นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วม 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมธนารักษ์, กรมการปกครอง, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เพื่อขับเคลื่อนโครงการต้นแบบ ธนารักษ์เอื้อราษฎร์ยั่งยืน โดยนำร่องพื้นที่สัญญาเช่าที่ราชพัสดุ ในบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน หลังจากพบว่าในอดีตประชาชนในพื้นที่ จะไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง จนต้องมีการพ่วงไฟหรือเจาะน้ำบาดาลมาใช้เอง แต่ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
“ความร่วมมือครั้งนี้ กรมการปกครองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเข้ามาอำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาตปลูกสร้างและกำหนดเลขที่บ้าน จากนั้น กฟภ. และ กปภ. จะดำเนินการขยายเขตบริการไฟฟ้าและระบบประปาเข้าสู่พื้นที่ที่มีการจัดให้เช่า ซึ่งจะช่วยให้ราษฎรสามารถยื่นขอมิตเตอร์น้ำและไฟได้อย่างถูกต้องทันที ยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน”
อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่นำร่องของโครงการต้นแบบนี้ตั้งอยู่ที่บริเวณบึงบอระเพ็ด ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย อาทิ หมู่ที่ 6 ตำบลทับกฤช และตำบลวังมหากร จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้บริหารจัดการพื้นที่ร่วมกับกรมประมง โดยปัจจุบันมีการจัดให้ราษฎรเช่าเพื่ออยู่อาศัยและทำกินอย่างถูกต้องไปแล้วกว่า 8,350 แปลง คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 80,302 ไร่ แม้ภาพรวมในบึงบอระเพ็ดจะมีราษฎรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ทางกรมฯ ได้เลือกพื้นที่ดังกล่าวในการทดลองนำร่องเพื่อวางระบบและแก้ปัญหาให้เห็นผลสัมฤทธิ์ จากนั้นจะขยายพื้นที่อื่นต่อไป
นอกจากนี้ ภายหลังจากประชาชนได้รับเอกสารสิทธิการเช่าที่ถูกต้องแล้ว จะสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ดี แบงก์ ได้ ขณะที่ธนาคารกรุงไทยได้เข้ามาช่วยอบรมการทำบัญชีครัวเรือน ควบคู่ไปกันไปด้วย
ส่วนของแผนงานระยะยาว กรมธนารักษ์ตั้งเป้าหมายที่จะใช้โมเดลความร่วมมือนี้ในการกระจายความช่วยเหลือไปทั่วประเทศที่มีการดำเนินโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ ซึ่งภาพรวมตั้งแต่ปี 47 มีการมอบสัญญาเช่าให้ประชาชนไปแล้วกว่า 180,000 ครัวเรือน และปัจจุบันยังคงเหลือเอกสารสิทธิ์ที่ต้องเร่งดำเนินการอีกประมาณ 20,000 ราย โดยกรมธนารักษ์ได้ทำข้อตกลงร่วมกับกระทรวงการคลัง วางกรอบเวลาเดินหน้าเชิงรุกส่งเจ้าหน้าที่เข้าชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงประโยชน์ของการมีเอกสารสิทธิที่ถูกต้อง และตั้งเป้าจะเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในเวลา 4 ปีข้างหน้า โดยกำหนดเป้าหมายไว้ปีละ 5,000 ราย เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้แก่ภาคครัวเรือนทั่วประเทศ



