เมื่อวันที่  4 ก.ค. สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยนางสาวพิมพ์รภัส  ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ได้เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายใต้หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดยได้รับเกียรติจากนายนายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์องผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายอภิวัฒน์ ปุณโณปกรณ์จ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  พร้อมด้วย รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ร่วมเปิดโครงการ  โดยโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาจัดอบรม 6 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค.-8 ส.ค.2569

 นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ว่า ธนาคารกรุงเทพมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง” หรือ พศส. ซึ่งทำมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 20 ธนาคารเล็งเห็นว่าเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้และเปิดมุมมองใหม่ให้แก่ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ภายใต้หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” นับเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

  “ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ตลอดจนกติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย และในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ ประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี2569 หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026  ในปีนี้ จึงเป็นปีเราต้องรับมือกับความเสี่ยง และเป็นที่เป็นโอกาสสำคัญของประเทศในการแสดงศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน ตลอดจนการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลก เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น”

 นายไชยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า  ในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศมีความผันผวน บทบาทของข่าวเศรษฐกิจมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการรายงานข้อเท็จจริง เพื่อช่วยวิเคราะห์ สังเคราะห์ และอธิบายประเด็นเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย เข้าใจผลกระทบและมองเห็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง รอบด้าน และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจอีกปี และหัวข้อของโครงการโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ปีนี้เป็นหัวข้อที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่ขอเพิ่มเติมว่า ปีนี้เป็นปีของโอกาส และทางรอดอันน้อยนิดของเศรษฐกิจไทย ซึ่งทุกคนจะต้องร่วมกันเร่งหาทางรอดให้เศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง เพราะในขณะนี้เศรษฐกิจของไทยมีความเสี่ยงทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะผลักดันให้เศรษบฐกิจโลกไปทางไหน และยังมีการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่หลายคนมีความกังวลว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานในภาคส่วนใด อาชีพไหนที่จะถูกกระทบให้หายไปบ้าง

 “การเตรียมพร้อมในด้าน AI ของจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทาง AI และกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก และทำให้สหรัฐฯ ต้องเดินเกมสกัดจีน โดยเฉพาะการกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปจะวิ่งเข้ามาเอเซีย และไทยมีโอกาสจากส่วนนี้ เห็นได้จากการให้การต้อนรับในหลวงและพระราชินีของเราอย่างยิ่งใหญ่ ของประธานาธิบดีมาครง ของฝรั่งเศส”

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า เราจำเป็นต้องใช้ความได้เปรียบของไทยที่มีอยู่ เพราะประเทศที่เป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางบกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด คือ เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และเร่งเสริมเสน่ห์ของเรา เพื่อดึงนักลงทุนทั่วโลกให้กลับมาที่เรา การทำให้ธุรกิจเราลงทุนได้สะดวกขึ้น (Ease of Doing Business) ต้องเร่งทำให้เร็ว ในขณะที่อีกสิ่งสำคัญซึ่งหอการค้าไทยเห็นว่าต้องดำเนินการคือ เร่งปราบปรามการคอร์รัปชัน

 “เมื่อวันก่อน ธนาคารโลก เพิ่งปรับระดับประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เท่ากับประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสของเขาในการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก และข้อที่เขาได้เปรียบเราคือ เขาเป็นประเทศที่มีคนเกิดใหม่มาก เป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ในขณะที่ประเทศเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ และหากถามนักลงทุนว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน สถานะเราเป็นอย่างไร ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังค่อยๆ หายไปจากแผนที่โลก ดังนั้น เราจะต้องเปิดรับต่างชาติเข้ามาทำงาน ย้อนไปเมื่ออดีตสมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 7  ประเทศไทยมีประชากร 12 ล้านคน แต่ปัจจุบัน 60 ล้านคน ประชากรที่เพิ่มขึ้นมาจากชาวจีนอพยพ ดังนั้นประเทศไทยต้องรับชาวต่างชาติหรือ Expat มากขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องเร่ง ไม่เช่นนั้นประเทศจะไม่มีสิทธิ์โต 3 % และข้อดีของไทยคือ เราไม่เคยทะเลาะกับใคร ต้อนรับต่างชาติเสมอ เพื่อที่จะดึงคนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ”

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องมีกองหลังคือ วินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง มีกองกลาง ซึ่งเป็นที่ทำหน้าที่ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ การรับมือการยกระดับประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต พัฒนาให้คนไทยเข้าถึงและมีความสามารถในการใช้ AI  เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน มาเลเซียมีประชากรประมาณ 40 ล้านคน มีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีถึง10 ล้านคนหรือ10% แต่ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีประมาณ 1 % หรือประมาณ 6 แสนคนดังนั้นการเร่งปรับลดกฎหมายกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ และการอำนวยความสะดวกผ่านโครงการ Thailand FastPass

 “หากเราต้องการเข้าสู่ประเทศรายได้ระดับสูงใน 12 ปีข้างหน้า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง บอกไว้ว่า ประเทศไทยต้องกลับมาโต 3% ขึ้นไปตั้งแต่ปี 2573 และโต 5% ต่อเนื่องไปตั้งแต่ปี 2575 แต่วันนี้ เรายังโตได้ต่ำๆ ที่ 2% และจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ไม่ได้มองว่าไทยจะโตเกิน 3% ใน 5 ปีข้างหน้า นอกเหนือจากการสร้างเสน่ห์ที่เราเคยมีกลับมาแล้ว และต้องหาเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  เพื่อที่สร้างการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้โต 3% หรือ 5% อีกครั้ง ซึ่งแนวทางของ กรอ.ก็เป็นแนวทางที่ดี หรือ จะสร้างแลนด์บริจด์ก็ทำได้ถ้าทำแล้ว ดึงการลงทุนจากจีน จากตะวันออกกลางเข้ามา ซึ่งการทำเพื่อโลจิติกส์อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้นเราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเราตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ไม่ให้เสน่ห์ของไทยหายไป” รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กล่าว