ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก และทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งซื้อสุทธิทั้งหุ้นและพันธบัตรไทย

อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกและกลับไปอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และเงินเยน (ที่ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี) สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ถึงโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ว่า เฟดอาจไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากตลาดตีความถ้อยแถลงของประธานเฟดว่าเป็นท่าทีในเชิง Dovish (นาย เควิน วอร์ช กล่าวว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้ปรับตัวลงตลอดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา) ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด

ในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 มิ.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยที่ 26,095 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 11,220 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 11,224 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 4 ล้านบาท)

สัปดาห์ระหว่างวันที่ 6-10 ก.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.70-33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนมิ.ย. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคบริการ และยอดขายบ้านมือสองเดือนมิ.ย. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ รวมถึงบันทึกการประชุมเฟดเมื่อ 16-17 มิ.ย. นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเงินเฟ้อ CPI และ PPI เดือนมิ.ย. ของจีน และ PPI เดือนมิ.ย. ของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน