เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท วันที่ 9 ก.ค. นี้ ประเมินผลอย่างไร ว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุด คือพยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่ารัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก และเรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมาก สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และวันนี้ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไร หรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาลอาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)
เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาเป็นลบจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่นำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น ถ้าประเทศไทยรอก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูง และไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก
เมื่อถามว่า มีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจาก พ.ร.ก.กู้เงิน มาบ้างหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด (โซลาร์) รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์ จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซล เป็นพลังงานชีวมวล ที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เพื่อจะได้อธิบายให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจ และหวังว่าทุกฝ่ายจะได้ช่วยกัน และพร้อมรับฟังความเห็นทั้งบวกและลบ ขอให้ทุกคนเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวในเพจดังกล่าวได้



