เมื่อเวลา 16.10 น. วันที่ 10 ก.ค. ที่โรงแรมเดอะ ซิกเนเจอร์ โฮเทล แอร์พอร์ต สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ว่า “เรายังเดินหน้าเต็มที่ไม่ได้ ต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการต่างๆ ก่อน ซึ่งส่วนนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรอง มีเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ข้าราชการผู้ใหญ่ เป็นคณะกรรมการกลั่นกรอง ทุกอย่างต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนเท่านั้นถึงจะผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองขั้นนี้ไปได้ ถ้าเราสามารถใช้เงินกู้ก้อนนี้ได้ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ก็จะมีผลต่อการกระเตื้องขึ้นของเศรษฐกิจไทยในระดับหนึ่ง”
เมื่อถามต่อว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าโครงการของกระทรวงมหาดไทยมีการล็อกสเปก นายกฯ ถามกลับว่า โครงการอะไร ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า เป็นโครงการที่เกี่ยวกับรถเก็บขยะอีวี นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่มีเลย ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีโครงการของใคร ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิทธิของแต่ละหน่วยงาน สามารถเขียนมาได้หมด แต่จะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรอง ส่วนการอนุมัติให้ใช้งบนี้ ก็ยังเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่ง่าย อย่าไปหวังและอย่าไปฟังอะไร แล้วนำไปสรุปง่ายๆ
“คนที่อยากจะทำอะไร ชิงเงินมาก่อนแบบสมัยก่อน มีการไปล็อกสเปก วันนี้คนถนัดล็อกสเปกคนหนึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะมาล็อกอะไรได้ สมัยก่อนผมอยู่ภาคเอกชนโดนล็อกสเปกจนเบื่อ ผมอ่านสเปกทีเดียวก็เข้าใจหมด และผมเป็นคนที่คลายสเปก” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามถึงกระแสข่าวตัดงบการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายกฯ กล่าวว่า ตนมาประชุมใช้เวลาชั่วโมงกว่า และเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา ก็มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาอุทกภัย ซึ่งไม่ใช่แค่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่รวมถึง 4 จังหวัดภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในทุกปี นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดว่า งบกลางจะให้ไปใช้ตรงไหนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใครจะเป็นหน่วยงานที่รับงบประมาณ นี่เป็นอำนาจของหัวหน้ารัฐบาล



