เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่รัฐสภา นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน ได้ประเมินการทำงานของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว 3 เดือน ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถาม นายเท่าพิภพได้ถอนหายใจ ก่อนกล่าวว่า “ด้วยความเคารพ ท่านก็จะบอกว่าท่านทำงานหนัก ก็คิดว่าท่านคงทำงานหนัก แต่เหมือนที่พูดไปในหลายครั้งในเรื่องงบประมาณ บางครั้งไปทำโครงการใช้งบประมาณโดยไม่เกี่ยว งบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐสภาไม่ใช่เรื่องเต้น หรือเคารพธงชาติ ถามว่าทำอย่างนั้นแล้วกฎหมายออกเร็วขึ้นหรือไม่ ประสิทธิภาพการทำงานของ สส. หรือข้าราชการในสภาเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
สิ่งที่เราอยากเปลี่ยนคือสภาที่โปร่งใสมากขึ้น ไม่ได้มีคำพูดที่สวยหรูว่าเป็นสภาองค์กรคุณธรรม แต่ต้องออกแบบมาเพื่อประชาชน วันนี้ใครมาสภายังมีพื้นที่ปิดเยอะแยะ ประชาชนเข้ามาหาผู้แทนเขาไม่ได้ ผมไม่ได้กลัวประชาชนหรือว่าใครในนี้กลัวประชาชนผมก็ไม่ทราบ ถ้าประเมินมา เรียนตามตรงว่าสอบตก เราผ่านกฎหมายได้น้อยมาก เราใช้กระบวนการกรรมาธิการได้น้อยมาก บางกรรมาธิการก็ไม่มีการถ่ายทอดสด อันนี้คือความโปร่งใสมันอยู่ตรงไหน การมีส่วนร่วมของประชาชนมาอยู่ตรงไหน” นายเท่าพิภพ กล่าว
นายเท่าพิภพ กล่าวต่อว่า อยากแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เป็นนโยบายของพรรคประชาชน คงไม่ได้แก้ปัญหาแบบปะผุต่อไป การแก้ปัญหาแบบโครงสร้างก็คือการแก้ที่กฎหมาย พ.ร.บ. ต่าง ๆ รวมถึงรัฐธรรมนูญ วันหนึ่งอยากให้ทุกคนคิดว่า ถ้าวันหนึ่งไม่ได้มีเราเป็น สส. แล้วทิ้งอะไรไว้ให้กับประเทศนี้บ้าง
เมื่อถามถึง ความเป็นกลางของประธานรัฐสภาในสมัยแรกมองอย่างไรบ้าง นายเท่าพิภพ กล่าวว่า ความเป็นกลางมันพูดยาก เชื่อว่าทุกคนไม่เป็นกลาง มันมีอคติอะไรบางอย่าง ท่านก็มาจากพรรคการเมืองของท่าน แต่ต้องเอาหลักการให้แน่นอนชัดเจน ตนจึงขอชื่นชมไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกในชีวิตที่ทำงานด้วยคือ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานรัฐสภา ซึ่งในสมัยนั้นก็เป็นพรรคที่ตรงกันข้ามกับตนในสมัยนั้น แต่หลักการที่เขาวางมันถูกต้อง เมื่อเราอยู่ในความเห็นที่แตกต่างกัน ก็ควรจะเปิดพื้นที่ โดยวางหลักการให้ชัดเจน
“ผมว่าเป็นจุดที่ตกต่ำที่สุดในหลักการเรื่องการพูดการเซ็นเซอร์สไลด์ของ สส. ผมก็ไม่รู้จะกลัวเซ็นเซอร์กันไปแค่ไหน ก็อยากให้อย่ากลัวการตรวจสอบ และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดอย่างเต็มที่ ในเรื่องคดีความประธานอาจจะไม่ทราบ พรรคผมมันมีคดีทุกคนแล้ว เรามาทำตรงหน้าที่ตรงนี้ก็รับความเสี่ยงไปอยู่แล้ว” นายเท่าพิภพ กล่าว
นายเท่าพิภพ จึงขอให้ประธานเปิดพื้นที่ เพราะไม่ได้ทำให้ท่านเสียหาย แต่ทำให้พรรครัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีสง่างามขึ้นเพราะผ่านการตรวจสอบ เหมือนเราไปขัดหลังฟอกขาวให้ท่าน ถ้าตอบได้ก็ดีไป เช่นเดียวกับการถามกระทู้ อย่ามองเราเป็นคู่ขัดแย้งหรือคู่แข่งทางการเมือง ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง เปิดโอกาสให้ทุกคนทำหน้าที่



