น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยผลการดำเนินงานตามนโยบาย ของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มุ่งขับเคลื่อนนโยบาย เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทยยกระดับภาคเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารจัดการตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมา อาทิ การสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ให้แก่สหกรณ์ทั่วประเทศ จำนวน 1,132 แห่ง รวม 1,342 สัญญา วงเงินกว่า 3,745 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นทุนในการรวบรวมผลผลิต แปรรูปสินค้า จัดหาปัจจัยการผลิต และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของสมาชิกสหกรณ์ ขณะเดียวกันยังจัดสรรเงินอุดหนุนกว่า 152 ล้านบาท ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 107 แห่ง จัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ทางการเกษตรสมัยใหม่ อาทิ โดรนการเกษตร รถเกี่ยวนวดข้าว รถแทรกเตอร์ และระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์

ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน กระทรวงฯ ได้เร่งฟื้นฟูสหกรณ์ที่มีหนี้ค้างชำระจำนวน 539 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้หนี้ค้างชำระของสมาชิกลดลงถึง 9,325 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.85 ของยอดหนี้รวม พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพเสริมแก่สมาชิกกว่า 5,500 ราย สร้างรายได้เพิ่มขึ้นรวมกว่า 4.3 ล้านบาท ช่วยบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงในระดับครัวเรือน

ในส่วนของการพัฒนาระบบสหกรณ์สู่ยุคดิจิทัล กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ผลักดันให้สหกรณ์ใช้ระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) แล้วกว่า 2,212 แห่ง และพัฒนาต่อยอดสู่ระบบ Smart 4M จำนวน 1,393 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 62.97 ของสหกรณ์ที่ใช้ระบบ FAS ทำให้สมาชิกกว่า 399,000 ราย สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของตนเองแบบเรียลไทม์ เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับธรรมาภิบาลในระบบสหกรณ์ไทย

ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ยังเดินหน้าลดต้นทุนการผลิต โดยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และการจัดการดินตามหลักวิชาการ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในพื้นที่ดำเนินการลดลงเฉลี่ยร้อยละ 30 รวมถึงส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้มากกว่า 3.5 ล้านตัน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการดินและปุ๋ยให้เกษตรกรกว่า 8,700 รายทั่วประเทศ

ด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร กระทรวงฯ ได้ผลักดันเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP อย่างต่อเนื่อง โดยมีแปลงทุเรียนได้รับการรับรองแล้ว 1,945 แปลง มะพร้าวน้ำหอม 143 แปลง และสมุนไพรอีก 187 แปลง พร้อมทั้งขยายโครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q หรือ Q Restaurant ครอบคลุมแล้วกว่า 3,713 แห่งทั่วประเทศ และมีร้านอาหารระดับ Premium จำนวน 154 แห่ง

สำหรับการขยายตลาดต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญ เมื่อไทยสามารถผลักดันการเปิดตลาดส้มโอไทยในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม โดยเตรียมส่งออกส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและทับทิมสยามภายในปี 2569 นอกจากนี้ ยังเปิดด่านแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นเส้นทางส่งออกผลไม้สดไปยังประเทศจีนผ่านเส้นทาง R3B อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกผลไม้ไทยได้ถึง 45,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดจีนอย่างมีนัยสำคัญ

พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายและสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ผ่านการบูรณาการทำงานของ ศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยสู่ระดับสากล ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเกษตรสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน สร้างโอกาสทางการตลาด และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต