
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อ ‘ผึ้ง’ ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศและการผลิตอาหาร ล่าสุด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยซาโบล (University of Zabol) ประเทศอิหร่าน พบว่า อาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยให้ผึ้งรับมือกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอากาศหนาว แม้จะยังช่วยป้องกันผลกระทบจากคลื่นความร้อนได้ไม่มากนัก
เดอะการ์เดียน สหราชอาณาจักร รายงานว่า ทีมนักวิจัยนำผึ้งงานมาเลี้ยงด้วยอาหารเสริมที่ประกอบด้วยโพรไบโอติกและอินนูลิน ซึ่งเป็นพรีไบโอติกจากพืช ควบคู่ไปกับการให้อาหารน้ำตาลตามปกติ ก่อนนำไปทดสอบความสามารถในการอยู่รอดในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน
ผลการทดลองพบว่า เมื่อต้องเผชิญอากาศหนาวเป็นเวลานาน ผึ้งที่ได้รับอาหารเสริมมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่ากลุ่มที่กินอาหารน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ชี้ให้เห็นว่าโภชนาการที่เหมาะสมอาจช่วยให้ผึ้งรับมือกับอุณหภูมิต่ำได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อทดลองในสภาพอากาศร้อนจัดที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ผึ้งทุกกลุ่มเสียชีวิตภายในไม่กี่วัน แม้ว่าผึ้งที่ได้รับอาหารเสริมในปริมาณสูงจะมีชีวิตรอดได้นานกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยป้องกันผลกระทบจากคลื่นความร้อนได้
อาหารเสริมยังมีข้อจำกัด
แม้ผลการทดลองจะออกมาในทิศทางที่น่าสนใจ แต่นักวิจัยยังมองว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อ เนื่องจากการทดลองครั้งนี้ทำกับผึ้งงานที่เลี้ยงแยกในกรง จึงแตกต่างจากการใช้ชีวิตของผึ้งในรังตามธรรมชาติ
ในธรรมชาติ ผึ้งที่อยู่รวมกันเป็นรังสามารถช่วยกันลดอุณหภูมิภายในรังได้ เช่น การกระพือปีกระบายอากาศ ทำให้การตอบสนองต่อความร้อนอาจแตกต่างจากผลที่พบในการทดลอง
‘ศาสตราจารย์ไจลส์ บัดจ์’ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผึ้งและพืชผลจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล (Newcastle University) อธิบายว่า เมื่ออากาศร้อน ผึ้งในรังจะช่วยกันกระพือปีกเพื่อระบายอากาศและลดอุณหภูมิภายในรัง ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ผึ้งในการทดลองไม่สามารถแสดงออกได้ อย่างไรก็ตาม หากอุณหภูมิสูงขึ้นต่อเนื่องจนเกินขีดจำกัด วิธีดังกล่าวก็อาจไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ผึ้งรับมือกับความร้อนได้
ด้าน ‘ปีเตอร์ เกรย์สต็อก’ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสุขภาพคนและสัตว์ จากวิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอน (Imperial College London) กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่า จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์อาจมีส่วนช่วยให้ผึ้งปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องศึกษาต่อว่า หากนำไปใช้กับรังผึ้งจริงจะให้ผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกันหรือไม่
ขณะที่ ‘รศ.ดร.นัจเมห์ ซาเฮบซาเดห์’ หัวหน้าคณะวิจัย ระบุว่า ปัจจุบันผึ้งต้องเผชิญปัญหาหลายด้านพร้อมกัน ทั้งแหล่งอาหารที่ลดลง เชื้อโรค และสภาพอากาศสุดขั้ว การหาแนวทางช่วยให้ผึ้งแข็งแรงขึ้นจึงมีความสำคัญ เพราะผึ้งเป็นกำลังหลักในการผสมเกสรของพืชอาหารและช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
คลื่นร้อนกระทบการสืบพันธุ์
นอกจากนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮัลล์ (University of Hull) ยังพบว่า คลื่นความร้อนอาจส่งผลต่อการสืบพันธุ์ของผึ้ง และอาจทำให้จำนวนผึ้งลดลงในปีถัดไป โดยทีมนักวิจัยนำผึ้งก่ออิฐสีแดง (Red Mason Bee) มาจำลองสภาพคลื่นความร้อนในห้องปฏิบัติการเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นปล่อยให้ผึ้งสร้างรังและจำศีลตามวงจรปกติ ก่อนตรวจสอบผลหลังผ่านไป 9 เดือน
ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Thermal Biology พบว่า ผึ้งตัวผู้ที่ผ่านคลื่นความร้อนมีการเคลื่อนไหวของอสุจิลดลง 50% ส่วนผึ้งตัวเมียมีจำนวนและขนาดของไข่ที่กำลังพัฒนาลดลง 15%
นักวิจัยระบุว่า หากคลื่นความร้อนเกิดขึ้นถี่ขึ้น จำนวนผึ้งในธรรมชาติอาจลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้การผสมเกสรของพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น แอปเปิลและเรพซีด มีประสิทธิภาพลดลงตามไปด้วย
อนุรักษ์ถิ่นอาศัยสำคัญที่สุด
นักวิจัยย้ำว่า อาหารเสริมอาจเป็นเพียงตัวช่วยในช่วงที่ผึ้งเผชิญความเครียดจากสภาพอากาศ แต่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาว เพราะสาเหตุที่ทำให้ประชากรผึ้งลดลงยังมาจากแหล่งอาหารที่หายไป ถิ่นอาศัยถูกทำลาย และการใช้สารกำจัดศัตรูพืช
ซาเฮบซาเดห์กล่าวว่า หากจะนำอาหารเสริมมาใช้ ก็ควรทำควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการเลี้ยงผึ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่เกรย์สต็อกมองว่า การเพิ่มความหลากหลายของพืชดอกและฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ จะช่วยให้ผึ้งหาอาหารได้เองมากขึ้น และลดความจำเป็นในการพึ่งพาอาหารเสริมในอนาคต



