เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ห้องประชุมตลาดทะเลไทย อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ร่วมเวทีเสวนาในโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หัวข้อ “ผนึกกำลังแก้ปมปลาหมอคางดำ : จากเสียงชาวบ้านสู่มาตรการแก้ปัญหา” โดยมีนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน นายศิริโรจน์ ธนิกกุล สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน นายเดชรัต สุขกำเนิด ผอ.ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) นายวินิจ ตันสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (biothai) เข้าร่วม
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าทางออกของการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำคือความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งไม่ควรปล่อยให้จัดการเรื่องนี้อย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้น การเสวนาในวันนี้คือเรื่องงบประมาณของรัฐ มาตรการการจัดการและการปรับปรุงกฎหมายที่ยังคงเป็นช่องว่างในปัจจุบัน

ด้านนายณัฐชา กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในปัจจุบัน ขณะนี้เกษตรกรต้องการความชัดเจนว่า ทางภาครัฐจะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากกลไกทางภาครัฐ โดยในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดสูงอาจจะมีการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือในการกำจัดปลาหมอคางดำ เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้จะทำให้สามารถจับปลาได้ในปริมาณสูง
ขณะที่นายณัฐพงษ์ สส.สมุทรสาคร กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสาคร ว่า ขณะนี้ปลาหมอคางดำแพร่ระบาดมากในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งทางจังหวัดได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรบริหารจัดการอย่างจริงจังเพื่อให้อยู่ในจุดที่ควบคุมได้ เนื่องจากปลาหมอคางดำไปกัดกินสัตว์น้ำและสร้างความเสียหายให้แก่ระบบนิเวศ ทั้งนี้ ตนมองว่าปลาหมอคางดำจะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งตนเกรงว่าการแพร่ระบาดจะเกิดขึ้นอีก หากยังไม่มีระบบในการกำกับดูแลที่ดีพอ จึงควรจะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการจัดการปัญหาและมีข้อมูลที่ชัดเจน

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า จุดยืนที่สำคัญคือตนต้องการให้ทั้งทางภาครัฐและเอกชนแสดงออกถึงความรับผิดชอบ ซึ่งตนมองว่าการที่จะนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นสัตว์เศรษฐกิจเป็นทิศทางที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ซึ่งการกำจัดสัตว์ต่างถิ่นตามหลักต่างประเทศคือการมุ่งกำจัดให้น้อยลงกว่าที่เป็นไปได้ แม้จะมีการระบาดอย่างรุนแรง ซึ่งขณะนี้ระบาดอยู่ใน 21 จังหวัดเท่านั้น ยังไม่ขยายไปสู่ฝั่งอันดามัน หากไม่ดำเนินการใดๆ จะขยายไปครึ่งประเทศ ดังนั้น การจัดการคือการทำให้การแพร่ระบาดเป็นศูนย์.



