แบบจำลองสภาพภูมิอากาศล่าสุดชี้ว่า โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดกาแฟที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศอย่างมาก ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (โนอา) ประเมินว่า มีโอกาสราว 81% ที่เอลนีโญจะทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2569 และอาจยืดเยื้อไปจนถึงต้นปี 2570
สิ่งที่ทำให้เอลนีโญรอบนี้แตกต่างจากอดีต คือการเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการระเหยของน้ำในดินและพืชเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พืชผลจึงเผชิญภาวะขาดน้ำและความแห้งแล้งเร็วกว่าปกติ
แม้ในช่วงต้นปี 2569 ตลาดกาแฟจะเคยคลายความกังวล จากการคาดการณ์ผลผลิตส่วนเกินในบราซิล แต่เมื่อความเสี่ยงของซูเปอร์เอลนีโญเริ่มชัดเจน ราคากาแฟในตลาดโลกก็พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความผันผวนที่รุนแรง
ผลกระทบของสภาพอากาศสุดขั้วไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปริมาณฝนที่ลดลง แต่ยังส่งผลต่อวงจรชีวิตของต้นกาแฟโดยตรง ตั้งแต่การออกดอก การติดผล ไปจนถึงการแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ในบราซิล ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก
ความร้อนจัดและฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาลในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการออกดอก มีแนวโน้มทำให้ผลผลิตลดลงได้ถึง 20%
ขณะที่เวียดนาม ผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ก็กำลังเผชิญภัยแล้งตั้งแต่ต้นฤดูกาลเพาะปลูก ประกอบกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ส่วนประเทศในอเมริกากลาง เช่น นิการากัว คาดว่าผลผลิตกาแฟสารจะลดลง 4.7% และการส่งออกลดลง 7% ในปีการผลิต 2569/70
เมื่อผลผลิตลดลง ราคากาแฟในตลาดล่วงหน้าจึงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาเมล็ดกาแฟอาราบิก้าพุ่งทะลุ 3.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ (ราว 107.62 บาท) ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติน้ำค้างแข็งในบราซิลเมื่อปี 2520 ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บริษัทเนสท์เล่รายงานว่า อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 110 จุดเบสิสในปี 2568 ขณะที่ลาวาซซาเผชิญอัตรากำไร EBITDA ลดลงจาก 9.3% เหลือ 8.8% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อสำรองวัตถุดิบและบริหารความเสี่ยง ก่อนทยอยส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวไปยังราคาสินค้าปลายทาง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ปรากฏการณ์ “Climateflation” หรือเงินเฟ้อที่มีต้นตอมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งผู้บริโภคสัมผัสได้โดยตรงผ่านราคากาแฟที่แพงขึ้น
ในสหรัฐ ราคากาแฟบดเฉลี่ยสำหรับชงที่บ้านพุ่งแตะ 9.72 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ (ราว 326.88 บาท) เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเกือบ 29% จากปีก่อน ขณะที่ร้านกาแฟหลายแห่งปรับราคาขึ้นเฉลี่ยแก้วละ 0.50-1.50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.81-50.44 บาท)
ส่วนในสหราชอาณาจักร กาแฟแฟลตไวท์ในบางพื้นที่มีราคาสูงถึง 6.50 ปอนด์ต่อแก้ว (ราว 293.65 บาท)
นอกจากราคาที่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคยังอาจพบว่ารสชาติของกาแฟเปลี่ยนไป เนื่องจากผู้คั่วกาแฟบางรายลดสัดส่วนเมล็ดอาราบิก้าซึ่งมีราคาสูง แล้วเพิ่มการใช้โรบัสต้าเพื่อควบคุมต้นทุน แม้ช่วยลดแรงกดดันด้านราคา แต่ก็ทำให้กลิ่นหอมและรสสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
แรงกดดันทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลก หลายคนหันมาซื้อเครื่องบดเมล็ดกาแฟและอุปกรณ์ชงกาแฟไว้ใช้เองที่บ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการเข้าร้านกาแฟ ส่งผลให้ยอดขายอุปกรณ์ชงกาแฟส่วนบุคคลในหลายประเทศเพิ่มขึ้นถึง 40-60% สะท้อนให้เห็นว่า ซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หากแต่กำลังเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานกาแฟโลก ตั้งแต่แปลงเพาะปลูก โรงคั่ว ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในทุกแก้วกาแฟที่ดื่มในแต่ละวัน.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



