แต่ในยุคที่ AI และข้อมูลเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนโลก การสั่งห้ามคงไม่ใช่ทางออก แต่จะออกแบบอย่างไรให้ยั่งยืน
ดูหลัก 4 ป. เปลี่ยนตัวร้าย เป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน อย่างยั่งยืน
1. เปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด พึ่งพาตัวเองจากแสงอาทิตย์ ลม หรือชีวมวล ไม่แย่งไฟบ้าน สำรองพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลิเทียม หรือ ไฮโดรเจน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซล และถังเก็บน้ำมันขนาดยักษ์ที่เสี่ยงเพลิงไหม้
2. ปรับระบบหล่อเย็น เลิกใช้น้ำประปา หรือน้ำธรรมชาติระบายความร้อนแบบเปิด เปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำหล่อเย็นหมุนเวียน เป็นระบบปิด เพื่อให้ดัชนีการใช้น้ำ (WUE) เข้าใกล้ศูนย์ ไม่แย่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าน
3. ป้องกันมลพิษ ติดตั้งผนังกันเสียง ดูดซับเสียง ล้อมรอบเครื่องจักร ย้ายระบบส่งเสียงดังเข้าชั้นใต้ดิน และจัดทำแนวป่าชุมชนเป็นกันชน บังสายตา และกรองฝุ่นควัน รวมถึงมีระบบบำบัดน้ำเสียไม่ให้มีสารเคมีปล่อยสู่ชุมชน
4. ปันประโยชน์ ไม่ทิ้งความร้อนเปล่าประโยชน์ แต่นำความร้อนเสียกลับมาเป็นพลังงาน หรือส่งกลับคืนให้เป็นประโยชน์กับชุมชน เช่น ใช้ทำน้ำอุ่น ระบบอบแห้งในท้องถิ่น หรือเกษตรบางชนิด

ตัวอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลกที่ “สอบผ่าน” เรื่องความยั่งยืน ได้รับการต้อนรับจากชุมชน
Eco Data Center ที่สวีเดน ตัวอาคารสร้างจากไม้แปรรูปยั่งยืน ลดคาร์บอนตั้งแต่เริ่มสร้าง พลังงานใช้จากลมและน้ำ 100% ส่วนความร้อนถูกส่งไปให้โรงงานผลิตไม้อัดและระบบทำ
ความอบอุ่นในเมือง Google Hamina ที่ฟินแลนด์ รีโนเวตโรงงานกระดาษเก่ามาใช้ใหม่ และใช้น้ำทะเลเย็นจัดจากอ่าวฟินแลนด์มาหล่อเย็นโดยไม่แตะต้องน้ำจืดของชุมชน Equinix AM4 ที่เนเธอร์แลนด์ นอกจากดีไซน์ตึกที่กลมกลืนกับเมืองแล้ว ยังนำความร้อนส่วนเกินส่งไปแชร์ให้ระบบทำน้ำอุ่นของมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัมและอาคารรอบข้างฟรี Microsoft Natick ที่สกอตแลนด์ วางอาคารขนาดใหญ่ลงไปใต้ทะเล เพื่อใช้น้ำทะเลธรรมชาติแทนเครื่องปรับอากาศ ไม่เสียพื้นที่บนบก ไม่ส่งเสียงรบกวนใคร และไม่ใช้น้ำจืดเลย
ลองช่วยกันคิดทบทวน นำมาตรฐานโลกที่เขาใช้ควบคุมอาคารแบบใหม่นี้มาใช้ เพื่อเปลี่ยนตัวร้ายเป็นเพื่อนชุมชน.



