แม้ฟิลิปปินส์จะเป็นหนึ่งในประเทศประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีกฎหมายต่อต้านการทุจริตหลายฉบับ รวมถึงองค์กรอิสระที่มีอำนาจตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรม
ภาพสะท้อนชัดเจนที่สุดปรากฏในรายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต (ซีพีไอ) ประจำปี 2568 จัดทำโดยองค์กรโปร่งใสนานาชาติ ซึ่งให้ฟิลิปปินส์เพียง 32 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 120 จาก 182 ประเทศ ลดลงจาก 33 คะแนน เมื่อปี 2567 และ 34 คะแนน เมื่อปี 2566 อีกทั้งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่ 45 คะแนน และค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนว่า ปัญหาความโปร่งใสในภาครัฐยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าจะเป็นเหตุการณ์เฉพาะช่วงเวลา
หากย้อนดูข้อมูลในอดีต จะพบว่าคะแนนของฟิลิปปินส์เคยต่ำสุดเพียง 23 คะแนนในปี 2551 และสูงสุดเพียง 38 คะแนนในปี 2557 ก่อนจะทรงตัวและลดลงอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า มาตรการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาลแต่ละชุดยังขาดความต่อเนื่อง และไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้
สถานการณ์ยิ่งตอกย้ำด้วยคดีการเมืองระดับสูงที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2568 จนถึงปีนี้ เมื่อรองประธานาธิบดีซารา ดูเตร์เต เผชิญกับกระบวนการถอดถอนจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณลับ การรับสินบน และการมีทรัพย์สินที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้
ขณะที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ก็เผชิญแรงกดดันทางการเมืองจากคำร้องถอดถอน ที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาด้านธรรมาภิบาลเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการสอบสวนโครงการก่อสร้างระบบป้องกันอุทกภัยมูลค่าหลายพันล้านเปโซ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับสูง และถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการทุจริตในลักษณะฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐ ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบตรวจสอบของประเทศลดลง
อีกหนึ่งกรณีที่ถูกยกเป็นตัวอย่างของการทุจริตเชิงนโยบาย คือคดี “ฟาร์มัลลี” (Pharmally) ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทดังกล่าวก่อตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 625,000 เปโซ (ราว 340,940.43 บาท) และแทบไม่มีประสบการณ์ด้านเวชภัณฑ์ แต่กลับได้รับสัญญาจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์จากรัฐบาลรวมมูลค่ากว่า 18,800 ล้านเปโซ (ราว 12,055.49 ล้านบาท)
ภายหลังพบว่ามีการจัดซื้อสินค้าในราคาสูงเกินจริง อุปกรณ์บางส่วนไม่ได้มาตรฐาน และชุดตรวจโควิด-19 จำนวนมากใกล้หมดอายุจนไม่สามารถนำมาใช้งานได้ ขณะที่ผู้บริหารบริษัทนำเงินไปซื้อทรัพย์สินหรูหราหลังได้รับเงินจากภาครัฐไม่นาน
นักวิชาการจำนวนมากมองว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาอยู่ที่อิทธิพลของ “ตระกูลการเมือง” ซึ่งครอบครองตำแหน่งทางการเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นเป็นสัดส่วนสูง ส่งผลให้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอ่อนแอ และยังทำให้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดอำนาจทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2530 กำหนดไว้ ไม่สามารถผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาได้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
แม้รัฐบาลจะพยายามเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดตั้ง “สภาประชาชน” ในระดับท้องถิ่น แต่การดำเนินงานกลับไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากหลายพื้นที่ไม่ได้ปฏิบัติตามแนวนโยบายอย่างจริงจัง
ด้านการปฏิรูปเชิงสถาบัน ฟิลิปปินส์มีสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งได้รับสถานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2530 มีอำนาจสืบสวนและฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐต่อศาลต่อต้านการทุจริตโดยตรง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานแห่งนี้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และกระบวนการสอบสวนที่ใช้เวลานาน ทำให้หลายคดีล่าช้าและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังผลักดันการลดโอกาสการเรียกรับสินบน ผ่านกฎหมายอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและบริการภาครัฐฉบับปี 2561 ซึ่งกำหนดกรอบเวลาการให้บริการของหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจน และใช้ “นโยบายการติดต่อเป็นศูนย์” เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน อันเป็นช่องทางสำคัญของการเรียกรับผลประโยชน์
แม้ฟิลิปปินส์จะมีกฎหมายและกลไกต่อต้านการทุจริตที่ค่อนข้างครอบคลุม แต่ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ และอิทธิพลของชนชั้นนำทางการเมือง
หากต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายต่อต้านตระกูลการเมือง เพิ่มศักยภาพของหน่วยงานตรวจสอบ และออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เพื่อสร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสและลดการลอยนวลพ้นผิดของผู้มีอำนาจในระยะยาว.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



