เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่โรงแรมโนโวเทล นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจะยื่นสอบ TH-AI Passport ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างคำร้อง อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมาย ป.ป.ช. สามารถตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องมีใครไปร้อง  

เมื่อถามถึง กรณีที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความคล้ายสนับสนุนโครงการดังกล่าว ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการแลกคดีหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคุยกับนายภาวุธและชี้แจงกับสังคมแล้วว่าโครงการดังกล่าวมีประเด็นที่การจัดซื้อจัดจ้างผิดปกติ ลดสเปก ส่วนความคุ้มค่าเป็นอีกกรณีหนึ่ง อย่าให้รัฐบาลบิดประเด็น เรื่องนี้อยู่ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มคนที่อาจเกี่ยวข้องกับรัฐบาล

ต่อข้อถามว่า ภายหลังจากที่นายภาวุธโพสต์ข้อความดังกล่าว น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ออกมาโพสต์ข้อความว่า “ค.” ให้นายภาวุธ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การทำงานร่วมกันเป็นปกติที่มีความเห็นต่างกันจากการที่ออกมาสื่อสารไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ส่วนตัวหรือพื้นที่สาธารณะ ย้ำว่าเรื่องนี้สาระสำคัญอยู่ที่ความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้าง และเราได้มีการพูดคุยกันโดยตลอด

เมื่อถามว่าคำว่า “ค.” ค่อนข้างรุนแรง ต้องมีการตักเตือนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พูดคุยกันอยู่ตลอดอยู่แล้ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงการจัดงานฟอรั่มผู้นำฝ่ายค้าน “เกิด-แก่-เจ็บ-โกง” ว่า เวทีเสวนาวันนี้ จะเห็นว่าปัญหาการทุจริตล้วนวนเวียนอยู่ในกระทรวงมหาดไทย หรือคนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล เชื่อว่าตอนนี้สังคมกำลังจับตาว่าสุดท้ายการลงโทษ การตรวจสอบ จะสามารถโยงไปถึงคนที่อยู่วงในรัฐบาลหรือไม่ อีกกรณีที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน คือกรณีฮั้ว สว. ตามไทม์ไลน์ต้นเดือน ก.ย. กกต. ต้องมีมติออกมาชัดเจน แต่ในตอนนี้เสียงส่วนใหญ่ใน กกต.ชุดปัจจุบัน ถูกเลือกมาจาก สว. ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. เรียกได้ว่าเป็นการผลัดกันเกาหลัง ดังนั้นสังคมจึงจับตาเรื่องนี้

“หาก กกต. มีมติเป่าคดีฮั้ว สว. แม้รัฐบาลจะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ แต่คนที่กำลังถูกตั้งคำถามคือ สว. ที่เป็นคนเลือก กกต. และ สว. หลายคนมีประวัติเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล”

เมื่อถามว่าตอนเปิดประชุมสภา จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ เชื่อว่า พร้อมดำเนินการอย่างเข้มข้น แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องตัดสินใจบนบริบทของการเมือง และการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คิดว่ามีผลสะเทือนทางการเมืองแน่นอนต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะหลายคดีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วยสีน้ำเงินด้วย ทุจริตการสอบท้องถิ่น การพยายามยัดไส้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท การทุจริตงานทะเบียน สุดท้ายวนเวียนในรอบตัวคนที่ชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้วมีสิทธิล้มสูงมากใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า หากดูใบเสร็จคดีที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ จากการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ผ่านมา คิดว่ารัฐบาลปฏิเสธยาก เว้นแต่ว่าทุกคดีที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่ มีการสาวถึงต้นตอ ว่าตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้คือใคร และลงโทษให้สังคมเห็น.