เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และคณะ ร่วมกันแถลงถึงผลการประชุมการพิจารณากรณีการสลายการชุมนุม ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก และแม่น้ำสาขา ที่มีต้นเหตุมาจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน
โดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตามที่ภาคประชาชนได้ไปชุมนุม ยื่นหนังสือต่อสถานกงสุลจีนเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาน้ำกกที่ได้รับผลกระทบปนเปื้อนสารอันตรายจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการชุมนุมผิด พ.ร.บ.ชุมนุม กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ จึงมีการใช้กำลังสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้ชุมนุมแขนหัก ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวว่า การสลายการชุมนุม พบข้อเท็จจริงหลายประการที่มีปัญหาในเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย เช่น สกัดกั้นผู้ชุมนุมไม่ให้เดินทางไปสถานทูตจีน เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ประเมินสถานการณ์ที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง และผู้ชุมนุมก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่จะฝ่าฝืน เข้าไปบริเวณที่อยู่ในรั้วกั้นที่ตั้งอยู่หน้าบริเวณสถานทูตจีน การสกัดกั้นผู้ชุมนุมอาจจะเป็นการใช้อำนาจเกินกว่ากฎหมายที่ให้อำนาจไว้หรือไม่ และในวันดังกล่าวสถานทูตจีนปิดทำการ อาจจะมีเจ้าหน้าที่บ้าง แต่เสียงของกลุ่มผู้ชุมนุมคงจะไปตีความว่าไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ถือว่าเป็นการตีความเกินกว่าเหตุ และการแจ้งให้หยุดชุมนุมโดยไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ได้สอดคล้องต่อกฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่ต้องการปกป้องสิทธิของผู้ชุมนุมให้สามารถชุมนุมได้ ไม่ใช่การชุมนุมเป็นไปตามดุลพินิจของตำรวจเท่านั้น กรรมาธิการจึงมองว่าการปฏิบัติการของตำรวจไม่ได้เป็นไปตามหลักกฎหมาย จึงแจ้งให้มีการแก้ไขและดำเนินการให้มีมาตรฐาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าไม่ได้มีการซักซ้อมหรือทำความเข้าใจในเรื่องนี้มาก่อน
นายรังสิมันต์ ยังกล่าวต่อว่า การละเมิดสิทธิการชุมนุมครั้งนี้ อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมไม่มาก มีผู้ชุมนุมบางส่วนที่ได้รับอันตราย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่แค่การละเมิดสิทธิผู้ชุมนุม แต่ใหญ่เพราะสิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องการคือปกป้องประโยชน์ของประเทศไทย การที่เห็นตำรวจออกมาสกัดกั้นแบบนี้ แทนที่จะประสานงานให้การยื่นหนังสือเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งอาจจะเกิดคำถามได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยมากน้อยแค่ไหน หลังจากนี้กรรมาธิการจะส่งรายงานเรื่องนี้ไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ รวมถึงการกำหนดแนวปฏิบัติในการสลายการชุมนุม
ส่วนปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายอื่นๆ แม่น้ำเหล่านี้ไม่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้อีกแล้ว ปัญหาสารพิษเริ่มต้นเมื่อปี 66 แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการแก้ไข ไม่ใช่แค่ตั้งคณะกรรมการพูดคุยกัน ลำพังการพูดคุยกับเมียนมาก็แก้ปัญหาไม่ได้ และต้องพูดคุยกับกลุ่มว้า ที่มีการเชื่อมโยงกับหลายปัญหาทั้งยาเสพติดและสแกมเมอร์ ถ้ารัฐบาลไม่เอาจริงเอาจังเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา ชาวภาคเหนือและอีกหลายพื้นที่ในบริเวณแม่น้ำโขง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ที่จะเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพชีวิตของประชาชน ปัญหานี้ไม่ได้จบที่การพูดคุยกับประเทศจีน ทุกฝ่ายรับรู้รับทราบปัญหา แต่จะลงมือแก้ไขปัญหานี้อย่างไร และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องประสานงาน แต่ควรจะเป็นกลไกของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ต้องรวมฝ่ายต่างๆ และคิดว่าเรื่องนี้จะต้องแก้ปัญหาอย่างไร
“ภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีเสน่ห์ มีความสวยงามและมีทรัพยากรน่าอยู่หลายอย่าง มีคนหลากหลายที่พยายามไปอยู่ที่นั่น แต่วันนี้สิ่งที่คนเหนือกำลังเจอ เขาไม่สมควรจะเจอแบบนั้น ไม่สมควรจะเจอกับฤดูฝุ่น แล้ววันนี้จะต้องมาเจอกับแม้กระทั่งแม่น้ำ ไม่สามารถใช้ได้ สัตว์น้ำที่เคยจับกินได้ ไม่สามารถที่จะกินได้ ช่วงสงกรานต์ตามปกติแม่น้ำกกจะมีเรือแพ วันนี้ธุรกิจท่องเที่ยวเจ๊งหมด ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าเราไม่ช่วยกัน ตนไม่มั่นใจว่าผู้มีอำนาจ จะนำพาปัญหานี้ไปสู่การแก้ไขปัญหาได้” นายรังสิมันต์ กล่าว



