นายวินิจ วิเศษสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการนำข้อมูลการเปิดให้ลงทะเบียนการรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ ไปประมวลผลและศึกษาข้อมูลต่อเพื่อการออกนโยบายการดูแลประชาชนต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ชุดข้อมูลที่น่าสังเกตและเป็นกังวล คือ ผู้ผ่านเกณฑ์รับสวัสดิการแห่งรัฐ 9.51 ล้านคน มีอายุของผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกือบ 50 % เป็นกลุ่มวัยแรงงาน ทำให้ต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปศึกษาหาเหตุผลว่าเหตุใด วัยทำงานเดือดร้อน ต้องพึ่งพาสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่วัยทำงาน เป็นวัยสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อยๆ

จากการลงทะเบียนครั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้ข้อมูลหลายชุดมาก ทำให้ต้องนำข้อมูลเหล่านี้ มาศึกษา เพื่อกำหนดนโยบายการบริหารเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อทำให้คนไทยทุกคน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะทุกวันนี้ ข้อมูลทุกหน่วยงานเชื่อมโยงกันหมดแล้ว เพียงแค่กรอกหมายเลข 13 หลักของบัตรประชาชน ก็จะเห็นข้อมูลทั้งหมดของประชาชน ว่ามีที่ดิน มีเงินฝากในบัญชี มีทรัพย์สิน มีรถยนต์ มีมอเตอร์ไซค์ ซึ่งในอดีตไม่มีข้อมูลเหล่านี้ เพราะฉะนั้นการมีข้อมูลที่เชื่อมกันแล้ว การกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจะได้ถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น

นายวินิจ กล่าวต่อว่า กระทรวงการคลัง ขอย้ำว่า ประชาชนที่ยากจน แต่มีชื่อตกหล่นและยังไม่ได้ลงทะเบียน สามารถแจ้งชื่อได้ที่ผู้ใหญ่บ้านอีกครั้ง เพื่อเก็บตกประชาชนที่รายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี จะเก็บตกทุกคนที่มีรายได้ต่ำอย่างแน่นอน ส่วนกรณีผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิรายใหม่ หรือต้องการยื่นอุทธรณ์ ซึ่งต้องเดินทางไปยืนยันตัวตนด้วยตัวเองนั้น ทางกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนันช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ส่วนกรณีถูกสวมสิทธิ์ต่างๆ ก็ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี