วิกฤติการระบาดของโรคไซโคลสปอริเอซิส ( Cyclosporiasis ) ที่ทำให้เกิดท้องเสียอย่างรุนแรง ในสหรัฐ ช่วงฤดูร้อนปีนี้ นับเป็นหนึ่งในการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศแห่งนี้เคยเผชิญ และสะท้อนความท้าทายของระบบความปลอดภัยทางอาหาร ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น
ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ ( ซีดีซี ) ระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-20 ก.ค. 2569 ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศที่ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการแล้ว 4,173 คน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีเพียง 249 คน ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ป่วยต้องสงสัยอีกมากกว่า 7,400 คน อยู่ระหว่างการสอบสวนทางระบาดวิทยา ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมอาจสูงกว่า 11,500 คนทั่วประเทศ
รัฐมิชิแกนเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยพบผู้ป่วยสะสมมากถึง 3,309 คน และมีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างน้อย 44 คน การระบาดครอบคลุมอย่างน้อย 41 รัฐ มีผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลรวมอย่างน้อย 308 คน แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ผู้ป่วยมีอายุตั้งแต่ 2-95 ปี และกว่าครึ่งเป็นเพศหญิง นอกจากนี้ ยังพบผู้ติดเชื้ออีกอย่างน้อย 767 คน ซึ่งมีประวัติเกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ
สาเหตุของโรคเกิดจากการติดเชื้อปรสิต ไซโคลสปอรา ซึ่งแพร่ผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระ การสอบสวนของซีดีซี และคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ ( เอฟดีเอ ) พบกลุ่มผู้ป่วยในอย่างน้อย 9 รัฐที่มีความเชื่อมโยงกับการบริโภคผักกาดแก้ว นำเข้าจากตอนกลางของเม็กซิโก จนนำไปสู่การเรียกคืนผลิตภัณฑ์ของบริษัท “เทย์เลอร์ ฟาร์มส์ เด เม็กซิโก” เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 ซึ่งสินค้าถูกกระจายไปยังร้านค้าปลีก รวมถึง วอลมาร์ต และร้านอาหารในอย่างน้อย 27 รัฐ
นอกจากผักกาดแก้วแล้ว ผักสดและสมุนไพรหลายชนิด เช่น ผักชี ผักชีฝรั่ง โหระพา รวมถึงผลไม้ตระกูลเบอร์รี จัดเป็นอาหารที่มีความเสี่ยง เนื่องจากมักรับประทานแบบสดโดยไม่ผ่านความร้อน ขณะที่เชื้อชนิดนี้มีวงจรชีวิตแตกต่างจากเชื้อก่อโรคทั่วไป เพราะต้องใช้เวลาฟักตัวในสิ่งแวดล้อมประมาณ 1-2 สัปดาห์ จึงเข้าสู่ระยะติดต่อได้ ส่งผลให้โรคนี้ไม่แพร่จากคนสู่คนโดยตรง แต่เกิดจากการปนเปื้อนในแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ดิน หรือระหว่างกระบวนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว

นอกจากนี้ เชื้อไซโคลสปอรายังมีความทนทานต่อการล้างด้วยน้ำและสารฆ่าเชื้อทั่วไป การแช่แข็งไม่สามารถทำลายเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีลดความเสี่ยงที่ได้ผลที่สุดคือการปรุงอาหารให้มีอุณหภูมิสูงกว่า 70 องศาเซลเซียส
ความท้าทายสำคัญอีกประการ คือการวินิจฉัยโรค เนื่องจากการตรวจอุจจาระแบบมาตรฐานไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ แพทย์จำเป็นต้องระบุการส่งตรวจเฉพาะ อีกทั้งผู้ป่วยอาจต้องเก็บตัวอย่างอุจจาระหลายครั้ง เพราะเชื้อถูกขับออกมาเป็นช่วง ๆ และมีปริมาณไม่สม่ำเสมอ
สำหรับการรักษา แพทย์มักใช้ยาปฏิชีวนะ รับประทานต่อเนื่องประมาณ 7-10 วัน ซึ่งสามารถรักษาโรคได้ผลดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่ หากไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องเสียเป็นน้ำ ปวดท้อง และอ่อนเพลียต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ส่วนผู้ที่แพ้ยากลุ่มซัลฟา สามารถใช้ยาอื่นทดแทนได้ แต่ประสิทธิภาพในการรักษาอาจต่ำกว่า
การระบาดครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยด้านอาหารไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสาธารณสุข แต่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิต การนำเข้า และการกำกับดูแลทั้งห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันเอฟดีเอและซีดีซีเดินหน้าทำงานผ่านคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตรวจหาเชื้อในผักสด ดิน และน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงยกระดับการสอบสวนหาต้นตอของการปนเปื้อน หวังลดความเสี่ยงของการเกิดการระบาดครั้งใหญ่เช่นนี้ในอนาคต.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



