สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองโวล์ฟสบวร์ก ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ว่าโฟล์คสวาเกน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี รายงานกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่สองของปีนี้ อยู่ที่ 3,500 ล้านยูโร ( ราว 134,298.50 ล้านบาท ) ลดลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว พร้อมปรับลดคาดการณ์รายได้ตลอดปี จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้สูงสุด 3% เป็นอาจหดตัวได้ถึง 3%
นายโอลิเวอร์ บลูเมอ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ( ซีอีโอ ) ของโฟล์คสวาเกน กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการค้า กฎระเบียบที่เข้มงวด ความผันผวนของตลาด และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีน
Volkswagen no longer expects revenue to grow this year, after the German carmaker dropped its previous forecast, setting the stage for a radical overhaul in response to costly tariffs and intensifying competition from China https://t.co/CpRlTSgeOl pic.twitter.com/ZCNF2I8Pxk
— Reuters (@Reuters) July 24, 2026
ทั้งนี้ โฟล์คสวาเกนและบริษัทในเครือ กำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรและลดต้นทุนครั้งใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หลังต้องเผชิญแรงกดดันจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ บลูเมอระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็น “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท” พร้อมเปิดเผยว่า ภาษีนำเข้าของสหรัฐสร้างภาระต้นทุนแก่บริษัทสูงถึง 5,000 ล้านยูโรต่อปี ( ราว 191,855 ล้านบาท )
ปัจจุบัน โฟล์คสวาเกนมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 650,000 คน โดยประกาศแผนลดพนักงานในเยอรมนี 50,000 ตำแหน่งภายในปี 2573 และกำลังพิจารณาปลดพนักงานเพิ่มเติมอีก 50,000 ตำแหน่งทั่วโลก รวมถึงปิดโรงงานในเยอรมนี 4 แห่ง
อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานไอจี เมทัล ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานใหญ่ที่สุดของเยอรมนี คัดค้านแผนดังกล่าว โดยยืนยันว่าจะต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิแรงงาน และระบุว่า การปิดโรงงานหรือบังคับเลิกจ้างจะขัดต่อข้อตกลงที่ทำไว้กับบริษัทเมื่อปี 2567
ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า โฟล์คสวาเกนจำเป็นต้องเร่งปรับตัว หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ซึ่งมีต้นทุนต่ำและพัฒนารถรุ่นใหม่ได้รวดเร็วกว่าคู่แข่งดั้งเดิม.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



