เมื่อวันที่ 27 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ายื่น “เอกสารเปิดผนึก” ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เพื่อขอให้ทบทวนและพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกสัญญาโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) วงเงินสูงถึง 1,621 ล้านบาท โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เป็นผู้รับมอบแทน
ดร.การดี ระบุว่า โครงการดังกล่าวได้ลงนามสัญญาไปเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69 และส่งมอบงานงวดแรก (มูลค่า 20% หรือราว 324.2 ล้านบาท) เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีข้อสงสัยและข้อสังเกตสำคัญในเชิงคุ้มค่าและความโปร่งใส ทั้งนี้ รมว.ดีอี มีอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ มาตรา 97 และข้อสงวนสิทธิตามทีโออาร์ ข้อ 15.4 ที่จะสั่งการแก้ไขขอบเขตงาน ลดวงเงิน หรือยกเลิกสัญญาได้ทันทีเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือค่าปรับแก่แผ่นดิน
ทั้งนี้ในการตรวจสอบโครงการดังกล่าว ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญรวม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มีความเร่งรัดผิดปกติในช่วงรัฐบาลรักษาการ และแก้ไขเงื่อนไข ทีโออาร์ สุ่มเสี่ยงเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม 2. ความไม่คุ้มค่าของระบบ ซึ่งตามเป้าหมายต้องมอบสิทธิ AI ระดับ โปร/พรีเมียม ให้ประชาชน 5 ล้านคน แต่จากการทดสอบจริงพบว่าระบบ AiPass มีคุณภาพต่ำกว่าโปรแกรม AI ฟรีทั่วไป โดยเทียบกับโครงการของ OKMD ที่ใช้งบเพียง 2.4 ล้านบาทแต่ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน
3. ความไม่ชัดเจนของเกณฑ์ Pay per Use/Active User รวมถึงการนับ Token และราคากลาง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเบิกจ่ายเกินจริง 4. การขัดเงื่อนไข ทีโออาร์ และกระทบอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) เนื่องจาก ทีโออาร์กำหนดให้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในไทย แต่ในการทำงานจริงกลับมีการส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ และ 5. การขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน ในการยกระดับทักษะ AI ของคนไทยอย่างแท้จริง
“การลงทุนระดับพันล้านบาทครั้งนี้ไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมใดๆ ทิ้งไว้ให้ประเทศหลังจบโครงการ และมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียงบประมาณแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์ จึงเรียกร้องให้ รมว.ดีอี เร่งสั่งการทบทวน ปรับเปลี่ยนแนวทาง หรือยกเลิกสัญญาโครงการ TH-AI Passport โดยด่วน และหากได้รับทราบข้อเท็จจริงและข้อท้วงติงทั้งหมดแล้ว แต่ยังคงปล่อยให้มีการตรวจรับงานหรือเบิกจ่ายงบประมาณต่อไป จะถือเป็นการละเว้นการใช้อำนาจปกป้องประโยชน์ของรัฐ และจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่แผ่นดินตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป”



