แม้ประเทศไทยจะมีแหล่งผลิตน้ำนมดิบกระจุกตัวอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันตก แต่ในพื้นที่ภาคใต้กลับมีสหกรณ์โคนมเพียงแห่งเดียวที่สามารถแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตนเองได้ นั่นคือ สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “นมพัทลุง” ที่อยู่คู่กับชาวใต้มากว่า 30 ปี
สำหรับเด็กนักเรียนในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง “นมพัทลุง” ไม่ใช่เพียงนมโรงเรียนธรรมดา แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เติบโตมาพร้อมกับหลายช่วงวัย จากนมพาสเจอร์ไรส์บรรจุถุงที่แจกในโรงเรียน สู่ผลิตภัณฑ์นมสด นมยูเอชที โยเกิร์ต และไอศกรีม ที่วางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์จนเป็นแบรนด์ที่คนภาคใต้รู้จักเป็นอย่างดี
นายสถาพร ชูแสวง ผู้จัดการสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด เล่าว่า จุดเริ่มต้นของอาชีพเลี้ยงโคนมในจังหวัดพัทลุงเกิดขึ้นเมื่อปี 2528 จากโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนของจังหวัด โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเริ่มเลี้ยงโคนมครัวเรือนละ 2 ตัว ก่อนจะรวมตัวจัดตั้งเป็นสหกรณ์ในปี 2535 และพัฒนาต่อเนื่องจนเป็นโรงงานแปรรูปนมครบวงจรในปัจจุบัน
เมื่อกิจการเติบโต สหกรณ์ได้ย้ายโรงงานมายังตำบลนาท่อม อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง พร้อมลงทุนโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ รองรับกำลังการผลิตสูงถึง 80 ตันต่อวัน และต่อมาได้ขยายการผลิตทั้งนมพาสเจอร์ไรส์และนมยูเอชที เพื่อรองรับตลาดที่ขยายตัวในพื้นที่ภาคใต้
ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิก 64 ราย ดูแลโคนมมากกว่า 1,000 ตัว ผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยวันละ 9 ตัน เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นมยูเอชที นมต้ม ดริ้งกิ้งโยเกิร์ต และไอศกรีม โดยยังคงใช้แบรนด์ “นมพัทลุง” เป็นเอกลักษณ์ของสหกรณ์ นมพาสเจอร์ไรส์มีถึง 7 รสชาติ ส่วนนมยูเอชทีมีทั้งสูตรจืด ช็อกโกแลต และพร่องมันเนย ภายใต้แนวคิด “นมคุณภาพดี จากวัวอารมณ์ดี คนดื่มแฮปปี้” ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงผู้บริโภค
นอกจากใช้น้ำนมดิบจากสมาชิก สหกรณ์ยังรับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์คอ่าวน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อใช้ผลิตนมโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งเริ่มในช่วงที่เกิดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด การเชื่อมโยงเครือข่ายเช่นนี้ ช่วยให้โรงงานเดินเครื่องผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางรองรับน้ำนมดิบส่วนเกินของเครือข่ายสหกรณ์ด้วย แม้สหกรณ์จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปน้ำนมดิบได้สำเร็จ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกลับไม่ใช่เรื่องตลาด หากเป็น “คน”
ผู้จัดการสหกรณ์ยอมรับว่า สมาชิกผู้เลี้ยงโคนมมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการสืบทอดอาชีพ เนื่องจากการเลี้ยงโคนมต้องดูแลทุกวัน ไม่มีวันหยุด ขณะที่เกษตรกรรุ่นเดิมมีอายุมากขึ้น ทำให้อนาคตของอาชีพเลี้ยงโคนมในจังหวัดพัทลุงเผชิญความเสี่ยงด้านกำลังคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เรื่องราวของ “นมพัทลุง” สะท้อนให้เห็นว่า การรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมน้ำนมดิบ แต่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างแบรนด์ พัฒนาโรงงานแปรรูป และขยายผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มได้
ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมนมไทยและการแข่งขันที่รุนแรง โมเดลของสหกรณ์โคนมพัทลุงจึงเป็นอีกตัวอย่างของการพัฒนา “จากฟาร์มสู่ผู้บริโภค” ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรในพื้นที่ พร้อมรักษาแบรนด์ท้องถิ่นให้เติบโตเคียงคู่ชุมชนมานานกว่าสามทศวรรษ
หากภาครัฐและสหกรณ์ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่อาชีพเลี้ยงโคนมได้ ความสำเร็จที่สั่งสมมากว่า 30 ปี อาจต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ของการขาดผู้สืบทอดในอนาคต ซึ่งเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบต้องร่วมกันหาทางออก.



