กว่า 5 ปีแล้วที่ประเทศไทยประกาศ “แบนพาราควอต” สารกำจัดวัชพืชที่เคยเป็นเครื่องมือสำคัญของเกษตรกร แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ล่าสุด ประเด็นพาราควอตกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่เอกชนขอเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม โดยศาลยกฟ้อง ส่งผลให้การแบนพาราควอตยังมีผลบังคับใช้ต่อไป

แต่อีกคดี เอกชนชนะ ศาล สั่งให้กรมวิชาการเกษตร จ่าย 116 ล้านบาท กับเอกชน เหตุออกคำสั่งไม่ชอบ จากการสั่งให้เอกชน ต้องเรียกคืนจากร้านค้าอื่น-ทำลาย พาราควอต

ความจริงแล้ว พาราควอตไม่ใช่สารเคมีที่ไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม มันคือ พระเอก” ของเกษตรกรในยุคหนึ่ง เพราะกำจัดวัชพืชได้รวดเร็ว ราคาถูก และช่วยลดต้นทุนแรงงานอย่างมหาศาล

เกษตรกรที่ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือไม้ผล ต่างรู้จักพาราควอตเป็นอย่างดี เพราะเพียงฉีดพ่นลงบนวัชพืช ใบหญ้าก็แห้งเหี่ยวภายในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้สามารถเตรียมพื้นที่ปลูกได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากการใช้แรงงานคนที่ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

หากย้อนกลับไปดูถึงในอดีตว่าทำไมประเทศไทยเลือก “แบน”

ฝ่ายสนับสนุนการแบนมองว่า พาราควอตเป็นสารเคมีที่มีพิษรุนแรง หากได้รับเข้าสู่ร่างกายแม้เพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต และยังไม่มีสารแก้พิษโดยตรง หลายประเทศทั่วโลกจึงทยอยยกเลิกการใช้

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อแรงงานเกษตร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศไทยตัดสินใจยกระดับพาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง

สำหรับฝ่ายนี้ การแบนถือเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงระยะยาว แม้อาจมีต้นทุนทางเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตามในอีกมุมหนึ่ง เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเคยพึ่งพาพาราควอต เพราะกำจัดวัชพืชได้รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และช่วยลดการใช้แรงงาน โดยเฉพาะในสวนยาง สวนปาล์ม และไม้ผล

เมื่อมีการแบน หลายพื้นที่ต้องเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนที่มีราคาสูงขึ้น หรือกลับมาใช้แรงงานคน ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น

ขณะที่ผู้ประกอบการซึ่งมีสินค้าคงคลังอยู่ก่อนประกาศแบน ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการเรียกคืนและทำลายสินค้า จนนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมาย

ประเด็นที่สังคมควรให้ความสำคัญ อาจไม่ใช่เพียงว่าพาราควอตควรถูกแบนหรือไม่ เพราะประเด็นนั้นผ่านกระบวนการพิจารณาทางนโยบายและกฎหมายมาแล้ว แต่สิ่งที่น่าศึกษาคือ เมื่อรัฐใช้อำนาจเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม มีความชัดเจน โปร่งใส และไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

หากรัฐดำเนินการไม่รอบคอบ ย่อมอาจเกิดข้อพิพาทและภาระงบประมาณในการชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งสุดท้ายก็เป็นเงินภาษีของประชาชน

กรณีพาราควอตจึงเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทยว่า การตัดสินใจด้านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่รอบด้าน ควบคู่กับการออกมาตรการรองรับผู้ได้รับผลกระทบ และการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม

เพราะท้ายที่สุด การคุ้มครองสุขภาพประชาชนและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่รัฐต้องทำให้เดินไปพร้อมกัน