เวียดนามกำลังเดินหน้าปฏิรูประบบการศึกษาภาครัฐครั้งใหญ่ในปี 2569 โดยมีเป้าหมายลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้างบริหาร ควบรวมสถาบันการศึกษา และจัดสรรทรัพยากรใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวดำเนินการตามมติที่ประชุมกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ หรือโปลิตบูโร และหนังสือสั่งการลงวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เม.ย. 2570


จุดเริ่มต้นสำคัญมาจากการปรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของเวียดนามเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 ซึ่งยกเลิกหน่วยราชการระดับอำเภอ และโอนอำนาจดูแลโรงเรียนขั้นพื้นฐานไปยังระดับตำบลจำนวน 3,321 แห่ง อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรมพบว่า บุคลากรระดับตำบลราว 40% ยังขาดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา โดยบางจังหวัด เช่น กว๋างจิ มีสัดส่วนบุคลากรที่ขาดคุณสมบัติสูงถึง 100% ทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับระบบบริหารและกระจายทรัพยากรใหม่


สำหรับระดับอุดมศึกษา โปลิตบูโรกำหนดเป้าหมายลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐอย่างน้อย 20% ภายในวันที่ 1 เม.ย. 2570 จากสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด 291 แห่ง ซึ่งเป็นของรัฐ 228 แห่ง โดยมุ่งปฏิรูปมหาวิทยาลัยภาครัฐราว 140 แห่งที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงส่วนกลางและท้องถิ่น

เด็กนักเรียนนั่งอยู่ภายในลานโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ประเทศเวียดนาม


มาตรการสำคัญคือการควบรวมมหาวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงการโอนมหาวิทยาลัยสหวิทยาการไปอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการหรือองค์กรปกครองท้องถิ่น ขณะที่สถาบันการศึกษาเฉพาะทางจะได้รับการยกเว้น

นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกสภาสถาบันและรวมอำนาจบริหารไว้ที่เลขาธิการพรรคประจำสถาบัน เพื่อให้กระบวนการตัดสินใจมีความกระชับมากขึ้น


ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา มีการกำหนดให้ลดจำนวนสถานศึกษาภาครัฐลง 30-50% เมื่อเทียบกับปี 2568 ส่งผลให้โรงเรียนมากกว่า 11,000 แห่งเข้าสู่กระบวนการควบรวมหรือยุบเลิก โดยยังคงหลักการให้แต่ละตำบลมีสถานศึกษารองรับตามความหนาแน่นของประชากร


การควบรวมดังกล่าวจะทำให้ตำแหน่งบริหารลดลงอย่างมาก โดยคาดว่าผู้บริหารกว่า 20,000 คนจะถูกปรับเปลี่ยนบทบาท และประมาณ 11,000 คนจะถูกโอนกลับไปทำหน้าที่ครูผู้สอนในห้องเรียน ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนครูได้ราว 20-30% โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อจ้างบุคลากรใหม่


ส่วนบุคลากรส่วนเกิน รัฐบาลเตรียมใช้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดตามกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับกฎหมายครูฉบับใหม่ที่มีการบัญญัติในปีนี้ ซึ่งปรับเพิ่มค่าตอบแทนครูให้อยู่ในกลุ่มสูงสุดของตารางเงินเดือนภาครัฐ รวมถึงการปรับใบประกาศนียบัตรเป็นระบบดิจิทัล และการใช้หนังสือเรียนแกนกลางชุดเดียวกันทั่วประเทศ


การปฏิรูปครั้งนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเวียดนามจากการขยายจำนวนสถานศึกษา ไปสู่การสร้างระบบการศึกษาที่มีโครงสร้างกะทัดรัด ลดภาระด้านการบริหาร และใช้ทรัพยากรบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ระบบการศึกษาสามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจ และตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES