เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.บางซื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีที่นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร สก.ยานนาวา พรรคประชาชน กดลงคะแนนผิดเครื่อง ว่า ขณะนี้มีการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วร่วมกับสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ข้อเท็จจริงมาบางส่วน สำหรับเรื่องการดำเนินการรอหนังสือจากตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัวที่จะส่งหนังสือร้องเรียนมาที่ตนเอง โดยขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว ในหนังสือจะมีแบบฟอร์มที่แตกต่างกันว่าจะให้ประธานสภา กทม.เดินไปในทิศทางใด ซึ่งต้องดูรายละเอียดในหนังสือก่อนถึงจะดำเนินการได้

เมื่อถามว่า หากผิดจริงโทษจะเข้าข้อกฎหมายข้อใดบ้าง น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า สามารถร้องเรียนมาได้ตามช่องทางปกติ ประธานสภา กทม.สามารถส่งมอบให้คณะกรรมการต่าง ๆ ที่มี สก.หลายกลุ่ม หลายพรรคเป็นประธานเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ อีกช่องทางหนึ่งคือ ช่องทางจริยธรรม จุดหมายปลายทางนอกจากจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว จะใช้เสียง 2 ใน 3 ของสภา กทม.ในการถอดถอน
“สำหรับในที่ประชุมวันนี้ ตนเองจะพูดถึงข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ได้ตรวจสอบมา เนื่องจากเรื่องนี้ประชาชนหรือใครก็ตามสามารถฟ้อง ป.ป.ช.ได้ ซึ่งการพูดข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่องก็จะต้องรัดกุม โดยยืนยันว่าเราจะดำเนินการอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา เท่าเทียมกันกับเพื่อนสมาชิกทุกคน”
เมื่อถามว่าจะเน้นย้ำ สก.เกี่ยวกับเรื่องของการลงคะแนนหรือการเสียบบัตรหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก เพราะเหมือนยังมีความสับสนอยู่ น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า ในฐานะ สก.น่าจะเป็นความรู้ทั่วไปของคนที่จะมาเป็นนักการเมือง เพราะคดีความเช่นนี้เคยมีการเกิดขึ้น โทษร้ายแรงและเป็นโทษอาญา ส่วนตัวคิดว่าเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่จะต้องทราบว่าสิ่งไหนทำได้หรือทำไม่ได้ หากผิดก็ต้องว่าไปตามผิด
เมื่อจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นวาระดังกล่าว นายภัทรศักดิ์ ได้มีการลงคะแนนสองเครื่องพร้อมกันจริงหรือไม่ หรือลงคะแนนผิดเฉพาะเครื่อง ว่าที่ร้อยตรี ไซราม ประกายกิจ สก.เขตสาทร น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า จากการถ่ายทอดสดคาดว่าจะกดทั้งสองเครื่อง ในฐานะประธานสภา กทม. เราไม่มีอำนาจที่จะไปวินิจฉัยหรือชี้ผิดชี้ถูก เพราะเรามาจากการเลือกตั้งทางตรงเหมือนกัน สิ่งที่ทำได้คือ ให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง ยอมรับว่าหลังเกิดเหตุได้มีการพูดคุยทั้งกับนายภัทรศักดิ์ และว่าที่ร้อยตรี ไซราม ซึ่งเป็นไปตามที่นายภัทรศักดิ์ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก
อย่างไรก็ตามก่อนการประชุมสภา กทม. ญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ผู้สื่อข่าวพยายามจะสอบถามนายภัทรศักดิ์ถึงประเด็นดังกล่าว ซึ่งนายภัทรศักดิ์ระบุว่าได้ชี้แจงไปหมดแล้วผ่านเฟซบุ๊ก และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

ต่อมาเวลา 10.00 น. เริ่มการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมันที่ 3 ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2569 ในระเบียบวาระที่ 1 เรื่องประธานสภา แจ้งต่อที่ประชุม น.ส.ภัทราภรณ์ ประธานสภา กทม.ได้ชี้แจงเรื่องการกดบัตรลงคะแนนระหว่างนายภัทรศักดิ์ และว่าที่ร้อยตรี ไซราม ว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ตนและสำนักงานเลขาฯ สภา กทม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งปรากฏดังนี้
1.กล้องในที่ประชุมสภา กทม. มีทั้งหมด 3 ตัว 1 ตัวหันหน้าเข้าหาบัลลังก์ประธาน 2 ตัวหันหน้าเข้าหาเพื่อนสมาชิก ซึ่งกล้อง 3 ตัวนี้จะมีการบันทึกก็ต่อเมื่อมีผู้เปิดไมค์พูดและซูมเข้าเพื่อบันทึกผู้พูดโดยอัตโนมัติ ไม่ได้มีการบันทึกวิดีโอมุมกว้างเหมือนกล้องวงจรปิด ภาพที่ปรากฏเป็นภาพบนจอภายในสภา กทม. ไม่มีกล้องวงจรปิดในที่ประชุม
2.กล้องไลฟ์สดมีทั้งหมด 4 ตัว 2 ตัวถ่ายจากหน้าหลังช่วงกลางมายังบัลลังก์ของประธาน ส่วนอีก 2 ตัวถ่ายจากด้านหน้าฝั่งซ้ายและขวาไปยังเพื่อนสมาชิก ทำให้ได้ภาพกว้างตามที่ปรากฏในไลฟ์สด ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงไลฟ์สดได้เพื่อความโปร่งใส
3.จากที่มีการเผยแพร่ว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการสภา กทม.จะมีการดึงบัตรออกทุกครั้งที่เพื่อนสมาชิกไม่อยู่ในห้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดึงบัตรออกทุกใบ ความผิดพลาดนี้เกิดตั้งแต่ที่สภา กทม.เปิดวันแรกวันที่ 22 ก.ค. 69 ในวาระที่ 7.9 ซึ่งมีจำนวนสมาชิกเกินและไม่ได้ลงคะแนนหนึ่งท่าน ขณะนั้นตรวจสอบในที่ประชุมพบว่าสมาชิกท่านนี้ไม่ได้อยู่ในห้อง เจ้าหน้าที่จึงมาดึงบัตรออกและมีการกดใหม่

สำหรับการโหวตครั้งล่าสุดก็เช่นกัน ขณะที่ว่าที่ร้อยตรี ไซรามและนายภัทรศักดิ์ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม เมื่อเช็กองค์ประชุมกลับมีชื่อของทั้งสองคน ในไลฟ์สดยังเห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้เดินดึงบัตรของเพื่อนสมาชิกที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมออก แต่กลับไม่ได้ดึงบัตรของว่าที่ร้อยตรี ไซราม และนายภัทรศักดิ์ ออกด้วย
“ตนทราบว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย Life ลงตัว จะส่งเรื่องร้องเรียนมายังประธานสภา กทม. แต่ขณะนี้สำนักงานเลขาฯสภา กทม.ยังไม่ได้รับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว หาก สก.พรรคประชาชนจะยื่นเรื่องร้องเรียนเองก็อาจจะมีข้อกังขาถึงความไม่โปร่งใส ขอยืนยันว่าเมื่อตนได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการแล้วจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของประธานอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเท่าเทียม ในฐานะประธานสภา กทม.ไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยหรือชี้ถูกชี้ผิดกับสมาชิก เนื่องจากมีศักดิ์เท่ากันมาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว
นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล สก.คลองสาน ลุกขึ้นกล่าวพร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดึงบัตรคนที่ไม่ได้อยู่กับที่ออก ว่าที่ร้อยตรี ไซรามและนายภัทรศักดิ์ก็ไม่อยู่ทั้งสองคน ซึ่งตนเชื่อตามที่นายวิพุธ ศรีวะอุไร สก.บางรัก บัตรลงคะแนนอยู่เฉย ๆ กดไม่ได้ต้องมีคนเอามือดันลงไปเพื่อให้ปุ่มทำงาน
น.ส.ภัทราภรณ์ จึงกล่าวย้ำว่า ทั้งว่าที่ร้อยตรีไซรามและนายภัทรศักดิ์ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ขณะที่ประธานในที่ประชุมเช็กองค์ประชุม

นายนภาพล จีระกุล สก.บางกอกน้อย จึงลุกขึ้นพร้อมกล่าวต่อว่า การโหวตครั้งที่ผ่านมาไม่ใช่การโหวตครั้งแรก เพราะการโหวต ประธานสภา กทม.ก็ใช้การโหวตเช่นเดียวกัน สมาชิกทุกคนรู้ว่าเวลาจะมีการโหวตต้องให้ประธานสั่งเปิดระบบก่อน ซึ่งในวันดังกล่าวแสดงชัดเจนว่ามีองค์ประชุม 41 คนแสดงว่ามีการแสดงตัวตนทั้งว่าที่ร้อยตรี ไซรามและนายภัทรศักดิ์ แม้จะไม่อยู่ก็ตามแต่บัตรเสียบไว้แล้วกดบัตรขึ้นสถานะสีเขียวพร้อมที่จะลงคะแนน บัตรไม่ได้เสียตามที่นายภัทรศักดิ์กล่าวอ้าง หากบัตรเสียบไว้จะขึ้นสถานะสีส้ม เมื่อประธานในที่ประชุมสั่งให้ลงคะแนนสถานะตรงช่องเสียบบัตรจะมีไฟกะพริบสามดวงสีเขียว สีเหลือง และสีแดง หากอยู่นอกห้องแล้วเข้ามาก็สามารถกดได้ทันที
การกดลงคะแนน อย่างน้อยผู้ที่นั่ง 3-4 คนในแถวเดียวกันก็เห็น คนที่กดแทน กดของตนเองก่อน และไปกดเครื่องที่มีไฟกะพริบอยู่อีกอันหนึ่ง จะบอกว่านั่งใกล้ก็ไม่ได้เพราะถ้าจะกดเครื่องข้าง ๆ ก็ต้องเอื้อมมือไป ซึ่งภายหลังนายภัทรศักดิ์ยอมรับว่าไปกดเครื่องของว่าที่ร้อยตรี ไซราม ฉะนั้นกรณีนี้ขอไม่ว่าตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด แต่ประธานในฐานะประมุขของสภา กทม. ต้องตั้งคณะกรรมการสอบ บทลงโทษ จริยธรรมนิดเดียว แต่ตอนนี้คนมาทวงว่าประธานสภา กทม. ทำอะไรอยู่ เพราะกรณีดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. กฎหมายอาญา และอาจจะมีความผิดตามมาตรา 157 ด้วย อย่างไรก็ตาม ว่าที่ร้อยตรี ไซราม เข้ามาเห็นว่าเครื่องของตนเองกดแล้ว ว่าที่ร้อยตรี ไซรามและนายภัทรศักดิ์ ต้องแจ้งในที่ประชุม เมื่อไม่แจ้งจึงเข้าข่ายเพิกเฉยและละเว้น
ขณะที่ น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวเพิ่มว่า การยืนยันตัวตนองค์ประชุม คือ การกดบัตรลงไปในช่องเสียบบัตรเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปิดระบบบัตรเสียบอยู่แล้ว ดังนั้นว่าที่ร้อยตรี ไซรามและนายภัทรศักดิ์ ก็เป็นองค์ประชุมทั้งที่ตนไม่อยู่ในที่ประชุม สำหรับการตั้งคณะกรรมการสอบต้องมีหนังสือร้องเรียนมายังประธานสภา กทม. ตนเองไม่สามารถเป็นประธานสอบเองได้ ซึ่งหากจะมีการที่ตนเองผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ก็สามารถทำได้
จากนั้นนายนภาพลได้ลุกขึ้นขออภิปราย แต่น.ส.ภัทราภรณ์ไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นประเด็นเดิม นายนภาพล จึงกล่าวว่า “จะปิดปากพวกผมได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับศักดิ์ศรีความเป็นประธาน หากท่านประธานปิดปากผม ก็ไม่แน่ใจเรื่องความโปร่งใสของสภา”

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สก.ลาดกระบัง จึงลุกขึ้นอภิปรายว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารจะใช้เวลาของสภา กทม. ที่เป็นวาระงบประมาณปี 70 เรื่องข้อกฎหมาย หากทุกท่านไม่มีข้อบังคับการประชุม ตนเองถ่ายเอกสารมาแล้ว เอาให้เพิ่มได้ ข้อบังคับการประชุมว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร การเถียงกันตรงนี้ไม่เกิดประโยชน์ เสียเวลาการประชุม จึงขอให้ประธานควบคุมการประชุม
นายนภาพล กล่าวต่อถึงการยืนยันตัวตนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเสียบบัตร จากนั้นจะขึ้นสัญญาณสีเขียวสถานะบัตรพร้อมใช้ วันดังกล่าวน.ส.ภัทราภรณ์ก็อยู่ในห้องประชุมน่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้มีคนมาร้อง เพราะประธานสภา กทม.ไม่ใช่พนักงานสอบสวน แต่ในฐานะหัวหน้าองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติของสภา กทม. เมื่อมีอะไรที่ไม่ถูกต้องต้องตรวจสอบ หากตนเองจะร้องคงไม่ร้องกับประธานสภา กทม.ร้องไปที่ ป.ป.ช. หรือแจ้งความไปที่ตำรวจตามมาตรา 157 อีกไม่นานคงมีหนังสือจากกระทรวงมหาดไทยถึงประธานสภา กทม. ถามถึงความชัดเจนถึงตอนนั้น คงต้องว่ากันอีกที

นางสาวนิภาพรรณ จึงเลิศศิริ สก.ป้อมปราบศัตรูพ่าย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยตาตัวเองพร้อมกับเพื่อนสมาชิกหลายคนว่านายภัทรศักดิ์กดปุ่มโหวตของตนเองก่อนและเอื้อมมือมากดโหวตของ ว่าที่ร้อยตรี ไซราม หากอ้างว่ากดปุ่มผิดก็น่าจะกดปุ่มของว่าที่ร้อยตรี ไซราม ก่อนกดปุ่มของตนเอง คงมีการบันทึกไว้ว่าใครกดปุ่มอะไรและห่างกันกี่นาที อยากทราบว่า เหตุใดนายภัทรศักดิ์ถึงไม่ยกมือขึ้นและแจ้งว่ากดปุ่มผิด ปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านมาหลายนาที จนมีการอภิปรายอย่างมากมาย เมื่อแจ้งว่าจะขอรายชื่อของผู้ที่ไม่ได้อยู่ในห้องนี้ นายภัทรศักดิ์ถึงจะยกมือแจ้งว่า กดผิด หากอยากให้สภา กทม.โปร่งใสจริงก็ต้องโปร่งใสที่ตัวท่านเองก่อน.



