นายวรวิทย์ เจนธนากุล อดีตนายกสภาวิชาชีพบัญชี วาระปี 2563-2566 ในฐานะผู้นำทีม เบอร์ 2 ในการลงสมัครครั้งนี้ เปิดเผยว่า ได้นำแนวคิด “เชื่อมั่น ช่วยกัน เชื่อมโยง”มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน “เชื่อมั่น” คือ เชื่อมั่นในมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ “ช่วยกัน” ทำงานร่วมกับสมาชิกทุกกลุ่ม และ”เชื่อมโยง” คือการเชื่อมโยงกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน โดยมีทีมงานที่ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารระดับสูง และคนรุ่นใหม่ ที่แม้ว่าจะมีความต่างประสบการณ์ แต่มองเป้าหมายเดียวกัน พร้อมทั้งนำหลักปรัชญาที่ยึดถือในการทำงานภาคธุรกิจมาปรับใช้กับสภาวิชาชีพบัญชี นั่นคือ การทำสิ่งใดต้องคิดถึงประโยชน์สามด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ประเทศชาติ วิชาชีพ และสมาชิก

สำหรับ 5 นโยบายที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นธงในการทำงาน หากได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกฯ คือ 1. เปิดพื้นที่ให้นักบัญชีทุกภูมิภาคมีบทบาทและส่วนร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชีอย่างแท้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ส่วนกลาง 2. ปฏิรูปการบริหารและการให้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ให้สมาชิกโดยตรง เช่น การนำค่าธรรมเนียมสมาชิกมาเป็นส่วนลดในการเข้าอบรม CPD (Continuing Professional Development คือการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี) และการยื่น CPD แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านเอกสารของนักบัญชีที่ต้องรักษาสถานะใบอนุญาตในแต่ละปี 3. กำหนดมาตรฐานบริการวิชาชีพและค่าบริการขั้นต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับวิชาชีพในสายตาของภาคธุรกิจและสังคม 4. สร้างศูนย์องค์ความรู้ (Knowledge Center) เพื่อร่วมกับสมาชิกในการพัฒนาและแบ่งปันความรู้ รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทกับงานบัญชีอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์แห่งนี้จะรวบรวมฐานความรู้ทางบัญชี ภาษี และวิชาชีพ พร้อมระบบค้นหา Case Study แบบฟอร์ม Working Paper และเครื่องมือที่ช่วยลดเวลาทำงาน และ 5. ปรับบทบาทสภาวิชาชีพบัญชีให้ทำงานเชิงรุก ในการแสวงหาและปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกอย่างจริงจัง แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานที่ตั้งรับ

นายวรวิทย์ ยกตัวอย่าง “นโยบายค่าบริการขั้นต่ำที่เราจะเร่งดำเนินการ เกิดจากปัญหาสำนักงานบัญชีและนักบัญชีอิสระตัดราคากันเอง ซึ่งกระทบทั้งนักบัญชีรายเล็กที่ต้องแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และผู้ประกอบการที่เลือกจากราคาถูกแล้วอาจได้งานไม่ครบถ้วน ถูกทิ้งงาน หรือมีภาระภาษีย้อนหลัง เราจึงต้องแก้ปัญหาควบคู่กันหลายด้าน ทั้งสร้างมาตรฐานบริการ ให้ความรู้ผู้ประกอบการในการเลือกนักบัญชี และยกระดับคุณภาพผู้ทำบัญชี เพื่อค่อยๆ เปลี่ยนการแข่งขันจาก ‘ราคาถูกกว่า’ ไปสู่ ‘บริการดีกว่า’ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อนักบัญชีรายเล็กและสำนักงานบัญชีขนาดเล็ก”

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่านโยบายข้างต้น เป็นปัจจัยในการช่วยให้สมาชิกทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนักบัญชีในองค์กรและสำนักงานบัญชี/สอบบัญชีขนาดเล็กที่ขาดงบลงทุนระบบหรือทีมไอที สภาฯ จึงควรเข้ามาเติมช่องว่างนี้ให้สมาชิกเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนนักบัญชีรุ่นใหม่ให้มีโอกาสทำงานและพัฒนาฝีมือทันยุคเทคโนโลยี ขณะเดียวกันนโยบายดังกล่าว อยู่บนพื้นฐานของการตอบสนองต่อสถานการณ์จริงที่วิชาชีพบัญชีไทยกำลังเผชิญ ทั้งภาวะเศรษฐกิจผันผวน จากต้นทุนพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อธุรกิจทุกขนาด รวมถึงเทคโนโลยีอย่าง RPA และ AI ที่กำลังเปลี่ยนบทบาทของนักบัญชีจากผู้บันทึกข้อมูลซ้ำๆ ไปสู่ผู้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ การมีศูนย์องค์ความรู้และการปฏิรูปการบริการของสภาฯ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้สมาชิกทุกคนก้าวทันความเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน .