วานนี้ (3 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหภาพยุโรปหรืออียูเริ่มบังคับใช้มาตรการคุมเข้มอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้ เพื่อปกป้องประชาชนจากการถูกระบบ “เอไอ” ล่อลวง หลอกลวง หรือสร้างความเสียหาย

กฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรปซึ่งถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับเอไอที่ครอบคลุมฉบับแรกของโลก ได้เริ่มทยอยบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2567 และเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมาก็เผยข้อกำหนดสำคัญที่มีผลบังคับใช้เพิ่มเติม โดยมุ่งเป้าไปที่ระบบเอไอที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์ที่มีการควบคุม เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องจักร และของเล่นเด็ก

กฎหมายฉบับนี้จัดกลุ่มเอไอออกเป็น 4 ระดับความเสี่ยง ได้แก่ มีความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้, มีความเสี่ยงสูง, มีความเสี่ยงในวงจำกัด และมีความเสี่ยงต่ำสุด โดยมีเป้าหมายหลักคือการคุ้มครองสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

คณะกรรมาธิการยุโรประบุบนเว็บไซต์ว่า “กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้ชาวยุโรปมั่นใจในสิ่งที่เอไอนำเสนอ แม้ว่าระบบเอไอส่วนใหญ่จะมีความเสี่ยงต่ำหรือไม่มีเลย และสามารถช่วยแก้ปัญหาสังคมได้มากมาย แต่ระบบเอไอบางประเภทก็สร้างความเสี่ยงที่เราต้องจัดการเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์”

สำหรับพฤติกรรมที่ถูกสั่งแบนอย่างเด็ดขาดในขณะนี้ คือระบบเอไอที่ใช้การปั่นหัว หลอกลวง หรือฉวยโอกาสเพื่อจูงใจพฤติกรรมของผู้คนในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง ซึ่งรวมถึงเอไอที่มีการใช้เทคนิคซ่อนเร้น หรือเจตนาใช้เทคนิคตบตาเพื่อลดทอนความเป็นอิสระในการตัดสินใจของมนุษย์ ตลอดจนระบบที่ฉวยโอกาสจากจุดอ่อนด้านอายุ ความพิการ หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม โดยอียูชี้ว่ามาตรการนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์ถูกลดทอนคุณค่าเป็นเพียง “เครื่องมือ” และเพื่อคุ้มครองกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอันตรายจากเอไอไม่ได้เปิดเผยออกมาโดยตรงเสมอไป โดย นายแพทย์อเล็กซานเดอร์ อาคอสตา แพทย์ผู้มีประสบการณ์ในเวชศาสตร์ฉุกเฉินและหอผู้ป่วยหนัก ชี้ว่า สัญญาณกระตุ้นแบบซ่อนเร้นสามารถเปิดการทำงานของระบบตอบสนองต่อความเครียดในร่างกายได้ก่อนที่สมองส่วนรับรู้จะทันประมวลผลด้วยซ้ำ

“ผมเคยเห็นกระบวนการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนแบบเดียวกันนี้ในผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยโรคหัวใจเมื่อหลายปีก่อน” นพ.อาคอสตา กล่าว พร้อมอธิบายว่า ปฏิกิริยาของฮอร์โมนที่พบในผู้ป่วยฉุกเฉิน มีลักษณะสะท้อนถึงอันตรายทางกายภาพที่กฎหมายของอียูพยายามป้องกัน เมื่อเอไอทำการปั่นหัวผู้ใช้หรือกระตุ้นผู้ใช้งานมากจนเกินไป

ด้าน นายแพทย์เนธาน แคร์รอลล์ จิตแพทย์และผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ระดับชาติขององค์กรอินไซต์เฮลท์แห่งสหรัฐกล่าวว่า การปั่นหัวและหลอกลวงคือความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดของเอไอ “เพราะอันตรายของมันแผ่ขยายกว้างขวาง แนบเนียน และมองไม่เห็น

“เอไอที่ยุยงให้ทำร้ายตัวเองนั้นเห็นได้ชัดเจน แต่เอไอที่ค่อยๆ ปั่นหัวผู้ใช้ผ่านข้อมูลที่ลำเอียง สร้าง ‘ห้องแห่งเสียงสะท้อน’ หรือบั่นทอนความคิดเชิงวิพากษ์ ก็สามารถสร้างอันตรายร้ายแรงได้ไม่แพ้กัน” นพ.แคร์รอลล์ กล่าว

เขายังเตือนอีกว่า เอไอที่มีความเป็นอิสระอาจถูกนำมาใช้บนโซเชียลมีเดียเพื่อล่อลวง ข่มขู่ หรือกลั่นแกล้งผู้ใช้ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงทางจิตวิทยาและร่างกายอย่างรุนแรง เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล โรคคิดว่าตนเองมีรูปร่างหรือหน้าตาผิดปกติ การเสพติด การทำร้ายตัวเอง ไปจนถึงการฆ่าตัวตาย

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนเห็นตรงกันว่า ความเสียหายจากเอไออาจค่อยๆ เผยตัวออกมาอย่างช้า ๆ โดย นพ.แคร์รอลล์ ระบุว่าการถูกปั่นหัวอาจปรับเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนตลอดเวลาหลายปี ซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์และการตัดสินใจแม้นานหลังจากเลิกใช้เอไอนั้นแล้ว

ขณะที่ นพ.อาคอสตา เตือนว่า การใช้แพลตฟอร์มเอไอที่กระตุ้นอารมณ์สูงซ้ำๆ อาจทำให้ระบบประสาทอยู่ในสภาวะตื่นตัวเป็นเวลานาน ซึ่งจะไม่ได้แสดงอาการหนักๆ ออกมาในครั้งเดียว  แต่จะเล่นงานร่างกายด้วยอาการเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมตลอดหลายสัปดาห์ เช่น นอนไม่หลับ การอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้น และภูมิคุ้มกันต่ำลง

แม้ นพ.แคร์รอลล์ จะมองว่ากฎหมายเอไอของอียูเป็น “ความพยายามที่รอบคอบ” แต่เขาย้ำว่าเพียงแค่กฎหมายยังไม่พอ ต้องเร่งให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้วย ด้าน นพ.อาคอสตาชี้ว่า แม้อียูจะยอมรับอันตรายทางกายภาพจากเอไอแล้ว แต่ปัจจุบันยังขาดกรอบทางการแพทย์ที่จะช่วยให้หมอระบุได้ว่า อาการของผู้ป่วยเกิดจากการใช้งานเอไอหรือไม่

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา :  nypost.com

เครดิตภาพ : REUTERS