การดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างสิ้นเชิงในสายสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับยูเครน โดยเปลี่ยนผ่านจากกรอบพันธมิตรเชิงอุดมการณ์เพื่อปกป้องระเบียบโลกเสรีนิยม ไปสู่รูปแบบ “การต่างประเทศเชิงพาณิชย์” ที่ขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ “อเมริกาต้องมาก่อน”


ภายใต้แนวนโยบายใหม่นี้ สหรัฐปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้สนับสนุนหลักด้านความมั่นคง มาเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการทหาร โดยรัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ยื่นขออนุมัติงบประมาณความช่วยเหลือทางการทหารฉบับใหม่จากสภาคองเกรส แต่เลือกที่จะส่งมอบเฉพาะยุทโธปกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติไว้แล้ว ในยุครัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เท่านั้น


พร้อมกันนี้ สหรัฐถอนตัวจากการเป็นผู้นำกลุ่มประสานงานความมั่นคงยูเครน และส่งมอบบทบาทการบริหารจัดการให้เยอรมนีและสหราชอาณาจักรเข้ามามีบทบาทแทน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐเปิดตัวกลไก ซึ่งระบุให้ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ต้องเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณทั้งหมดสำหรับยุทโธปกรณ์ใหม่ หรือใช้วิธีทดแทนคลังอาวุธ


ความต้องการดังกล่าวของสหรัฐ ส่งผลให้ภาระการเงินและการสนับสนุนความมั่นคงในยุโรปตกเป็นของพันธมิตรฝั่งยุโรปอย่างสมบูรณ์ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติประจำปี 2568 ของสหรัฐ และยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศปี 2569 ที่มุ่งเน้นภารกิจภายในประเทศและการป้องปรามระดับภูมิภาค


หมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างสหรัฐกับยูเครน เกิดขึ้นจากการลงนามใน “ข้อตกลงจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและการลงทุนสหรัฐ-ยูเครน” เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ข้อตกลงฉบับนี้กำหนดให้ยูเครนต้องจัดสรรรายได้ 50% จากค่าภาคหลวงและค่าใบอนุญาตสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติในโครงการใหม่ เข้าสู่กองทุนที่บริหารจัดการร่วมกันระหว่างองค์กรของสหรัฐและยูเครนในสัดส่วนเท่ากัน


ทั้งนี้ ทรัพยากรดังกล่าวครอบคลุมแร่ธาตุยุทธศาสตร์สำคัญมาดกว่า 50 ชนิด เช่น ลิเทียม ไทเทเนียม กราไฟต์ ยูเรเนียม รวมถึงพลังงานไฮโดรคาร์บอน


ในมิติยุทธศาสตร์ รัฐบาลทรัมป์ใช้ข้อตกลงนี้เป็นกลไกเรียกร้องชดเชยงบประมาณมากกว่า 182,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.08 ล้านล้านบาท) ที่รัฐบาลวอชิงตันเคยสนับสนุนให้แก่รัฐบาลเคียฟ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันในการเข้าถึงทรัพยากรขั้นสูงเพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน


ขณะที่รัฐบาลยูเครนจำต้องยอมรับเงื่อนไขทางการค้าที่เข้มงวดนี้ เพื่อแลกกับการดึงดูดการลงทุน และการผูกมัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐไว้กับอธิปไตยของประเทศ ในสภาวการณ์ที่รัฐบาลวอชิงตันปฏิเสธการมอบหลักประกันความมั่นคงทางการทหารโดยตรง


ด้านนโยบายการทูต สหรัฐใช้วิธีการกดดันฝ่ายเดียวเพื่อยุติตัวความขัดแย้ง โดยเห็นได้จากการเสนอ “แผนสันติภาพ 28 ข้อ” เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการยกร่างขึ้นจากการหารือระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย โดยละเลยการมีส่วนร่วมของยูเครนและสหภาพยุโรป (อียู)


แผนดังกล่าวกำหนดให้ยูเครนต้องสละดินแดน จำกัดขนาดกองทัพ และยุติความพยายามเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต ซึ่งสร้างกระแสคัดค้านจากรัฐบาลเคียฟและพันธมิตรยุโรปอย่างหนัก เนื่องจากสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย แม้ยูเครนจะพยายามเสนอแผนปรับปรุง 20 ข้อเพื่อกอบกู้อำนาจการต่อรอง แต่การที่รัฐบาลวอชิงตันกำหนดเส้นตายเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา สะท้อนถึงเจตนาของสหรัฐ ที่ต้องการถอนตัวออกจากความขัดแย้งในยุโรปอย่างเร่งด่วน


การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับยูเครน ในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง เป็นการปรับเปลี่ยนโฉมสถาปัตยกรรมความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนผ่านจากความช่วยเหลือแบบอุดหนุน ไปสู่ข้อตกลงผลประโยชน์ต่างตอบแทนผ่านทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้ยุโรปต้องก้าวขึ้นมารับภาระความมั่นคงในภูมิภาคด้วยตนเอง ขณะที่ยูเครนต้องปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพภาพรวม ภายใต้กรอบความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ที่ไม่แน่นอน.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES