เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่สำนักงาน กสทช. พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ น.ส.พิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช. ที่ต้องเลื่อนออกไปหลังองค์ประชุมไม่ครบว่า การประชุมของบอร์ดที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากมีความกังวลในประเด็นเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. หลังคณะกรรมการสรรหามีมติแล้ว ว่า ขาดคุณสมบัติ แต่ยังคงเข้ามามีส่วนร่วมและลงมติในการประชุม ย่อมมีความเสี่ยงอย่างมากทั้งในทางกฎหมายปกครองและกฎหมายอาญา อีกทั้งไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย และอาจเข้าข่ายมีความผิดฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานด้วย นอกจากนี้ การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติกรรมการสรรหา พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว สะท้อนว่า ประธานรู้ตัว ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มาร้องขออำนาจศาลคุ้มครองชั่วคราว
“ก่อนหน้านี้ผมได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรักษาการเลขาธิการสำนักงาน กสทช. เพื่อแสดงจุดยืนความพร้อมในการเข้าร่วมประชุมกับกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน เพื่อให้งานขององค์กรขับเคลื่อนต่อไปได้ และมีความพยายามนัดหารือนอกรอบล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่” พลอากาศโท ธนพันธุ์ กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถาม ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสุญญากาศ จะมีทางออกอย่างไรนั้น ทาง 3 กสทช. ร่วมกันกล่าวว่า ต้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ให้เข้ามาช่วยแก้ไขและคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจลุกลามเป็นวงกว้าง เช่น มีหนังสือมาโดยตรงว่าสามารถร่วมประชุมได้หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันมีวาระค้างพิจารณาและเรื่องเร่งด่วนสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก
“อยากให้ดูเรื่องข้อกฎหมายด้วยที่อาจส่งผลต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ด้วย โดยเฉพาะ หลังวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา การลงนามในเอกสารราชการและร่างประกาศต่างๆ ที่ต้องส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใครเป็นผู้มีอำนาจลงนาม และดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และไม่อยากให้สังคมมองข้ามไปเป็นเพียงแค่ประเด็นดราม่าการเมืองภายในองค์กรเท่านั้น โดยขอยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ทำงาน มีผลงานเชิงประจักษ์ของบอร์ดแต่ละคนที่สามารถพิสูจน์ได้”



