เคยไหมที่รู้สึกว่าจังหวะชีวิตในเมืองกรุง.. มันหมุนไวเกิน! จนเราต้องการพื้นที่ “กดปุ่ม Pause” ให้ร่างกายและจิตใจได้รีเซ็ตชั่วคราว

แต่ใครจะไปเชื่อว่า ปุ่ม Pause สไตล์ญี่ปุ่นที่คนรักแดนปลาดิบต้องการนั้น ไม่จำเป็นต้องไปไหนไกล เพียงแค่เราเลี้ยวรถเข้าสู่พื้นที่ย่านใจกลางเมืองอันสุดแสนวุ่นวายอย่าง “ทองหล่อ” หรือใช้เวลาเดินเพียง 1-2 นาที จากสถานี BTS ทองหล่อ เราจะพบกับโลกอีกใบที่เหมือนถูกตัดสลับฉากไปสู่ความเงียบสงบ ลุ่มลึก และประณีตในแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ

ถนนสุขุมวิท 55 หรือ ‘ทองหล่อ’ ย่านระดับตำนานที่เป็นศูนย์รวมของแสงสี ความคึกคัก และความเร่งรีบของเมืองใหญ่ ทว่า ที่นี่มี Hotel Nikko Bangkok (โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ) โอเอซิสแห่งการพักผ่อนระดับลักชัวรี ที่โอบกอดผู้มาเยือนด้วยปรัชญา Omotenashi (จิตวิญญาณการต้อนรับด้วยความจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น)

“เดลินิวส์ออนไลน์” ขอพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์ Staycation สไตล์ญี่ปุ่น โดยเราได้เช็กอินเข้าพักในช่วงเย็นวันศุกร์ และเช็กเอาต์ออกในช่วงบ่ายของวันเสาร์

วันศุกร์ : เสน่ห์ยามเย็นในกลิ่นอาย “เจแปนนิส-โมเดิร์น”

การเดินทางเพื่อการพักผ่อนครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย ฉับพลันที่เราเดินทางเข้าสู่โรงแรม ก็พบกับแลนด์มาร์กสำคัญของที่นี่คือ “สัญลักษณ์ใบแปะก้วย” ขนาดใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณจุด Drop-Off เพื่อสื่อถึงการเติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแรง

จากนั้นเมื่อเราเดินเข้าไปในพื้นที่ของโรงแรม งานดีไซน์รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สไตล์ Modern Japanese ร่วมสมัย ที่แอบแฝงตัวอยู่ที่ผนังกำแพงโดยรอบ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการพับกระดาษโอริกามิ (Origami) อันประณีต สอดแทรกด้วยลวดลายดอกซากุระ (Sakura Detail) อย่างแนบเนียน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อมโยงอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่าง Hotel Nikko และ JAL Hotels อีกหนึ่งโรงแรมในเครือที่ตั้งอยู่ติดกัน โดยมีการแบ่งปันพื้นที่ (Shared Facilities) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าพักร่วมกัน

ด้านความปลอดภัยสบายใจได้ เพราะการออกแบบโครงสร้างอาคารด้วยเสาเข็มขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 120 ซม. จำนวนถึง 124 ต้น เจาะลึกลงไปในชั้นดินกว่า 60 เมตร (เทียบเท่าตึกสูง 20 ชั้น) เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนจากภัยธรรมชาติ และแผ่นดินไหวสูงสุด ทำให้อุ่นใจได้ในการพักผ่อนที่นี่

ก่อนจะเข้าห้องพัก เราขึ้นลิฟท์ไปที่ Curve 55 (Lobby Lounge) โคเวิร์คกิ้งคาเฟ่ระดับพรีเมียมบริเวณล็อบบี้ ที่มีดีไซน์โปร่งสบายและเรียบหรู เพื่อเข้าใช้บริการ Executive Lounge ที่ต้อนรับเราด้วย Matcha Welcome Drink ชาเขียวมัจฉะเกรดพรีเมียมที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน รสชาติเข้มข้นละมุนลิ้น ช่วยปลดล็อกความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และมลภาวะภายนอกได้อย่างชะงัด สำหรับแขกที่เข้าพักห้อง Nikko Club และ Suite สามารถเข้าใช้บริการ Executive Lounge จิบ Afternoon Tea และ Evening Cocktails ชิมของทานเล่น-ขนมหวานรองท้อง พร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกดินได้อีกด้วย

จากนั้นเราเข้าไปพักที่ห้องเล็กน้อย ก็ได้เวลาดินเนอร์มื้อพิเศษ ณ ห้องอาหาร HISHOU (ฮิโช) บริเวณชั้น 1 คำว่า ฮิโช ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ‘การโบยบิน’ บรรยากาศภายในตกแต่งอย่างอบอุ่นด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ ไม้ไผ่ และเสื่อทาตามิ ดินเนอร์มื้อนี้เราได้ลิ้มลองรสชาติอาหารญี่ปุ่นขนานแท้ที่ปรุงอย่างประณีต

The Executive Sanctuary การพักผ่อนในห้องพัก Modern Japanese

หลังจบมื้ออาหารแสนประณีตและอบอุ่น ก็ถึงเวลาสลัดความวุ่นวายเข้าสู่ Nikko Grand Suite (ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับ Nikko Executive Suite ได้) อันเป็นนิยามของเพนต์เฮาส์ลอยฟ้าใจกลางเมือง

ห้องพักตกแต่งในโทนสีธรรมชาติ เรียบหรู อบอุ่น และเงียบสงบ กระจกบานใหญ่แบบพาโนรามาเปิดรับวิวตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ ได้อย่างเต็มสายตา ภายในเพียบพร้อมด้วยพื้นที่นั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหาร และมุมครัวครบครัน

ไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการได้สวมชุด “ยูกาตะ” ที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ แล้วลงไปนอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำ ซึ่งติดตั้งสุขภัณฑ์อัจฉริยะสไตล์ญี่ปุ่นแท้ พร้อมเพลิดเพลินกับทีวีส่วนตัวปลายอ่างอาบน้ำ ช่วยเติมเต็มค่ำคืนวันศุกร์ให้เป็นการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ

วันเสาร์: ยามเช้าในชุดยูกาตะ และความละเมียดละไมของรสชาติเกียวโต

เช้าวันใหม่อันแสนสดใส เราเริ่มต้นด้วยการยืดเส้นยืดสาย กดลิฟต์ไปที่ชั้น 6 เพื่อออกกำลังกายว่ายน้ำที่สระกลางแจ้งสีคราม จากนั้นไปเบิร์นแคลอรีต่อที่ฟิตเนสเซนเตอร์ ซึ่งเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง

ออกกำลังกายปลุกเซลล์ให้ตื่นเต็มที่ กระตุ้นความอยากอาหาร จากนั้นเราไปเปลี่ยนชุด “ยูกาตะ” เพื่อลงมารับประทานอาหารเช้า Aesthetic Breakfast ที่ The Oasis ห้องอาหารนานาชาติ บรรยากาศโปร่งสบาย เปิดรับแสงธรรมชาติผ่านกระจกใส พร้อมวิวสวนสีเขียวสบายตา เก็บภาพบรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมลิ้มชิมรสไลน์อาหารเช้าที่จัดเต็มทั้งแบบอินเตอร์เนชันแนลและญี่ปุ่นแท้ ซึ่งเมนูอาหารญี่ปุ่นจะสลับสับเปลี่ยนไปในแต่ละวัน ความพิเศษคือทางโรงแรมเลือกใช้วัตถุดิบผักออร์แกนิก ที่ปลูกจากสวนผักของโรงแรมเอง จึงมั่นใจได้ในความสด สะอาด และเปี่ยมด้วยคุณภาพ

ดื่มด่ำกับ Breakfast ดีๆ ก็ถึงช่วงเวลาพักผ่อนหย่อนใจที่ห้องพัก ก่อนเก็บกระเป๋าเตรียมเช็กเอาต์ จากนั้นลงมาสัมผัสรสชาติอาหารแห่งความอบอุ่นสไตล์ “โอบังไซ” (Obanzai) ณ ห้องอาหาร HISHOU

มื้อกลางวันถือเป็นไฮไลต์สำคัญของการมาเยือน Hotel Nikko Bangkok ด้วยการสัมผัสวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านเกียวโตแท้ๆ ที่เรียกว่า “Obanzai” (โอบังไซ)

โอบังไซ คือศิลปะการทำอาหารโฮมเมดที่เน้นความเรียบง่าย ละเมียดละไม ชูรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาล เสิร์ฟเป็นเครื่องเคียงจานเล็กๆ หลากหลายชนิด ให้ความรู้สึกอบอุ่นเสมือนได้นั่งทานข้าวรสมือแม่ในบ้านชาวเกียวโต

ความพิเศษคือ Hishou Set Lunch with Obanzai Buffet มอบความอิ่มเอมทั้งเซ็ตอาหารจานหลัก และไลน์บุฟเฟต์โอบังไซเติมได้ไม่อั้น ในราคาเริ่มต้นเพียง 520++ บาท ถือเป็นประสบการณ์วัฒนธรรมอาหารเกียวโตที่หาทานได้ยากในไทย

Obanzai Buffet @ HISHOU (11:30 – 14:30 น.)
คอนเซปต์ – อาหารโฮมเมดสไตล์เกียวโตดั้งเดิม รสมือแม่ชาวญี่ปุ่น
จุดเด่น – ชูรสชาติวัตถุดิบตามฤดูกาล ละเมียดละไม ได้สุขภาพ
ความคุ้มค่า – เสิร์ฟคู่กับ Hishou Set Lunch ในราคาเริ่มต้นเพียง 520++ บาท

นอกเหนือจากประสบการณ์ Staycation ที่เราได้รับแล้ว Hotel Nikko Bangkok ยังมีความโดดเด่นในอีกหลายมิติ

Private Chef Dinner (Western x Japanese) – ค่ำคืนพิเศษ ห้องอาหาร HISHOU มีบริการ Private Chef’s Table สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เปิดรับเพียง 1 กลุ่มต่อคืนเท่านั้น (เริ่มต้น 6 ท่าน) โดยการแท็กทีมของ เชฟธนู (Executive Chef) และ เชฟปาล์ม (Japanese Executive Chef) รังสรรค์คอร์สอาหารผสมผสาน 5-7 คอร์ส (ราคาเริ่มต้น 2,400++ บาท/ท่าน)

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน (Layer of Relaxation) – สระว่ายน้ำกลางแจ้งสีคราม และห้องซาวน่าบนชั้น 6 (เปิด 06:00 – 22:00 น.) พร้อมฟิตเนสเซนเตอร์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

MICE & Event Hub ชั้น 4 – พื้นที่จัดงานประชุมรวมกว่า 700 ตร.ม. ไฮไลต์คือ Fuji Grand Ballroom รองรับแขกได้สูงสุด 1,000 คน พร้อมจอ LED ขนาดใหญ่กว่า 110 ตร.ม. ความละเอียดระดับ 4K (P 1.86) ชื่อห้องประชุมย่อยถูกตั้งตามพรรณไม้อันงดงามรอบภูเขาฟูจิ เช่น Ume, Sakura, Tsubasa

การเดินทางและอาคารสถานที่ – มีอาคารจอดรถรองรับได้มากกว่า 400 คัน พร้อมอารยสถาปัตย์ที่ออกแบบรองรับผู้ใช้ Wheelchair จนได้รับรางวัลอาคารดีเด่น

นักเดินทางที่มองหาความสะดวกสบายบนทำเลเดียวกัน ในงบสบายกระเป๋า ในเครือเดียวกันยังมี Hotel JAL City Bangkok ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน ให้บริการห้องพักสไตล์ญี่ปุ่น 324 ห้อง (รวมห้อง J-Residence ขนาด 56 ตร.ม.) ที่มาพร้อมอ่างอาบน้ำ และสุขภัณฑ์อัตโนมัติทุกห้อง การบริการด้วยหัวใจแบบ Omotenashi และสิทธิพิเศษในการเข้าใช้สระว่ายน้ำกลางแจ้งของ Hotel Nikko Bangkok อีกด้วย

บทสรุปของการพักผ่อน

Hotel Nikko Bangkok ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับทิ้งตัวลงนอนในยามค่ำคืน แต่คือ “ประตูลับ” ที่พาเราหลีกหนีความวุ่นวายของชีวิตคนเมือง เข้าสู่โลกแห่งความประณีต เงียบสงบ และอบอุ่นในแบบฉบับญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ที่ใส่ใจในรากฐาน รสชาติอาหารเกียวโตดั้งเดิม หรือการบริการอันประทับใจ

หากคุณกำลังมองหาช่วงเวลา Staycation สไตล์ญี่ปุ่น ที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล คำตอบรอคุณอยู่ที่ “ทองหล่อ”

ข้อมูลสำหรับการติดต่อและการเดินทาง
ที่อยู่: โรงแรม นิกโก้ กรุงเทพฯ (Hotel Nikko Bangkok) ซอยทองหล่อ
การเดินทาง: BTS สถานีทองหล่อ (เดินผ่านทางเชื่อมเข้าสู่โรงแรมเพียง 1-2 นาที) / รถยนต์ส่วนตัวมีอาคารจอดรถรองรับกว่า 400 คัน
ห้องอาหาร HISHOU: สำรองที่นั่ง Line: @hishou
ห้องอาหาร Curve55: สำรองที่นั่ง https://dub.sh/CurveTCFB
ห้องอาหาร The Oasis: สำรองที่นั่ง https://dub.sh/OasisTbc
เว็บไซต์: https://www.nikkobangkok.com
โทร: 02 080 2111