ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า… หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราจะพบว่า “ปืนและอำนาจ” เป็นของคู่กันมาโดยตลอด การใช้วิธีดักซุ่มยิง ซุ่มโจมตีด้วยอาวุธสงคราม หรือแม้แต่การบุกยิงระยะเผาขนในสถานที่ราชการ ต่างเคยเกิดขึ้นจริงและกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่ช็อกคนทั้งประเทศมาแล้ว

1.คดียิงถล่ม “แคล้ว ธนิกุล” ปิดฉากเจ้าพ่อนครบาล (เมษายน 2534)

หนึ่งในคดีสังหารที่โด่งดังและอุกอาจที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เกิดขึ้นบนถนนสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2534 เป้าหมายคือ นายแคล้ว ธนิกุล หรือ “เฮียเหลา” เจ้าพ่อนครบาลและผู้กว้างขวางในวงการมวยและการเมือง

โดยรถยนต์ของ “เฮียเหลา” ถูกกลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวน ขับประกบแล้วใช้อาวุธสงคราม ทั้ง M16, AK-47 และเครื่องยิงลูกระเบิด M79 สาดกระสุนนับร้อยนัดจนรถพรุนทั้งคัน “เฮียเหลา” หรือแคล้ว เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุพร้อมคนขับรถ

ทั้งนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาจากการขัดผลประโยชน์มหาศาล ทั้งในวงการมวย บ่อนการพนัน และการจัดทัพสนับสนุนนักการเมืองระดับประเทศในยุคนั้น รวมถึงความแค้นสะสมกับกลุ่มอิทธิพลขั้วตรงข้าม ที่ต้องการล้างบารมีของแคล้ว คดีนี้ถือเป็นการปิดฉากยุค “เจ้าพ่อนครบาล” อย่างเป็นทางการ และสะท้อนให้เห็นถึงการใช้อาวุธสงครามเช็ดบัญชีทางการเมืองและธุรกิจสีเทา

2.คดี “กำนันเป๊าะ” จ้างวานสังหาร “กำนันยูร” ศึกชิงบ้านใหญ่ภาคตะวันออก (2546)

หนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองท้องถิ่นภาคตะวันออก เกิดขึ้นเมื่อ นายประยูร สิทธิโชติ หรือ “กำนันยูร” ผู้มีอิทธิพลชื่อดัง ถูกมือปืนจ่อยิงเสียชีวิตกลางงานแต่งงานใน จ.ชลบุรี เมื่อปี 2546 โดยตำรวจกองปราบปรามได้สืบสวนเชิงลึก นำไปสู่การจับกุม นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ “กำนันเป๊าะ” ผู้กว้างขวางแห่งภาคตะวันออก ในข้อหา “จ้างวานฆ่า”

โดยทั้งสองเคยเป็นพันธมิตรแน่นแฟ้นในพื้นที่ แต่ต่อมาเกิดการขัดผลประโยชน์เรื่องธุรกิจ ที่ดิน และการจัดสรรฐานเสียงการเมืองท้องถิ่น จนกำนันยูรเริ่มแยกตัวออกไปท้าทายบารมีของกลุ่มบ้านใหญ่

อย่างไรก็ตาม แม้ทีมมือปืนที่ยิงจริงในคืนงานแต่งจะยังจับไม่ได้ แต่ตำรวจสามารถรวบรวมหลักฐานมัดตัวชุดมือปืนซุ้มก่อนหน้าจนขยายผลถึงกำนันเป๊าะ สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินจำคุกกำนันเป๊าะ เป็นเวลา 25 ปี กลายเป็นคดีบรรทัดฐานในการเอาผิดผู้จ้างวานระดับผู้มีอิทธิพล

3.คดีลอบสังหาร “สส.กอบกุล นพอมรบดี” ดับคาไฟแดงเมืองราชบุรี (2549)

คดีลอบสังหารนักการเมืองหญิงระดับประเทศที่อุกอาจที่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2549 เมื่อ นางกอบกุล นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคไทยรักไทย ถูกกลุ่มคนร้ายขับรถประกบยิงด้วยอาวุธปืน M16 คาสี่แยกไฟแดงเขางู อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยคนร้ายสาดกระสุนใส่รถยนต์ของ สส.กอบกุล ขณะกำลังเดินทางกลับจากการลงพื้นที่พบปะประชาชน จนทำให้ สส.กอบกุล เสียชีวิตทันที

อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนพบว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นและการแข่งขันรับเหมาก่อสร้างประมูลงานงบประมาณใน จ.ราชบุรี ซึ่งขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามมองว่า สส.กอบกุล และครอบครัว เข้ามาครองแชมป์และขยายฐานอำนาจจนทับเส้นทางเดินของพวกตน ทางตำรวจแกะรอยจับกุมทีมสังหารและผู้จ้างวาน ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ (สท.ต่าย) ศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิต

4.คดีลอบยิง “สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช” นายก อบจ.ลพบุรี กลางกรุง (มิถุนายน 2554)

เหตุการณ์สังหารนักการเมืองระดับแถวหน้าของภาคกลาง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2554 บริเวณตรอกมะยม ถนนราชดำเนิน ด้านหลังสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (เดิม) ใจกลางกรุงเทพมหานคร โดย นายสุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช นายก อบจ.ลพบุรี (พี่ชายของ สส.พรรคภูมิใจไทย) ถูกมือปืนเดินเข้ามากระหน่ำยิงในระยะเผาขนจนเสียชีวิต ขณะมาทำภารกิจส่วนตัวในกรุงเทพฯ

การสอบสวนมุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง เนื่องจากขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงปูทางเข้าสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งนายสุบรรณเป็นคีย์แมนคนสำคัญในการจัดทัพหัวคะแนนและควบคุมฐานเสียงการเมืองท้องถิ่นใน จ.ลพบุรี จนไปขัดขาและหักหน้ากลุ่มผู้มีอิทธิพลคู่แข่ง ซึ่งทางตำรวจนครบาลติดตามแกะรอยจากกล้องวงจรปิด จนสามารถจับกุมทีมงานและมือปืนรับจ้างได้ ขณะเตรียมหลบหนีไปต่างประเทศ

5.คดี “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.นนทบุรี คาสถานที่ราชการ (สิงหาคม 2569)

คดีล่าสุดที่เป็นข่าวดังระดับประเทศเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เมื่อ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี หลายสมัย ก่อเหตุบุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต ภายในศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี

ซึ่งทั้งสองคนเคยเป็นเพื่อนสนิทและเคยก่อร่างสร้างฐานการเมืองร่วมกันใน จ.นนทบุรี มานานหลายทศวรรษ ทางนายฉลองอ้างว่าได้ทวงถามเงินจำนวน 11 ล้านบาท ที่เคยให้ พ.ต.อ.ธงชัย ยืมไป แต่ถูกปฏิเสธและตัดรอนไม่ยอมคุย ประกอบกับความเจ็บแค้นที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ลงสมัครในทีมการเมืองท้องถิ่น หลังจากนั้น นายฉลองใช้อาวุธปืนบุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย และคนขับรถ ก่อนจะรอมอบตัวและโทรศัพท์สารภาพกลางรายการสด พร้อมถูกดำเนินคดี 4 ข้อหาหนัก คือ
1.ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อัตราโทษ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี
2.ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 อัตราโทษจำคุกสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 13 ปี 4 เดือน (คำนวณจากอัตราจำคุก 15-20 ปี)
3.ข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (กรณีพกพาปืนมีทะเบียนของตนเองโดยไม่มีใบอนุญาตพกพา หรือ ป.12) หากไม่มีทะเบียน จะมีโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง คือ จำคุก 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท) และศาลมีอำนาจสั่งริบอาวุธปืน
4.ข้อหายิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ..