สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ว่า บริษัทแอร์บัสเปิดเผยรายงานเบื้องต้น ของการสอบสวนกรณีเที่ยวบินเอไอ2379 เส้นทางภูเก็ต-นิวเดลี ของสายการบินแอร์อินเดีย ซึ่งใช้เครื่องบินโดยสารแอร์บัส เอ320นีโอ ซึ่งเดินทางจากจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ไปยังกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย สูญเสียระดับความสูงอย่างกะทันหันราว 300 ฟุต หรือประมาณ 91 เมตร ระหว่างทำการบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารประมาณ 20 คน และลูกเรือ 4 คน ได้รับบาดเจ็บ ว่าระบบไฮดรอลิกทั้ง 3 ระบบของเครื่องบินสูญเสียแรงดันอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาสั้น ๆ
ทั้งนี้ ระบบไฮดรอลิกทำหน้าที่ใช้ของเหลวแรงดันสูงควบคุมอุปกรณ์สำคัญ รวมถึงส่วนควบคุมการบิน ขณะที่นักบินไม่สามารถควบคุมแพนหางระดับและแพนปีก ซึ่งใช้ควบคุมการเชิดหัวเครื่องบินและการเอียงซ้ายขวา เป็นเวลานานประมาณ 4 วินาที
ช่วงเวลาดังกล่าวส่งผลให้เครื่องบินมีอาการเชิดหัวขึ้น แม้นักบินผู้ช่วยพยายามกดหัวเครื่องบินลงอย่างเต็มกำลัง แต่ส่วนควบคุมการบินยังไม่ตอบสนองโดยตรง อย่างไรก็ดี ระบบไฮดรอลิกสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
จนถึงขณะนี้ การวิเคราะห์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการสูญเสียแรงดันได้ แอร์บัสจึงขอให้แอร์อินเดียดำเนินการตรวจสอบระบบไฮดรอลิก รวมถึงเซ็นเซอร์และสวิตช์ตรวจวัดแรงดัน และนำเซ็นเซอร์บางส่วนออกมาตรวจสอบเพิ่มเติม
An Air India Airbus A320 that dropped about 300 feet this month, injuring 24 people on board, briefly lost key flight controls after registering losses in all three hydraulic systems, according to a preliminary Airbus analysis reviewed by Reuters https://t.co/61stPSzO2C
— Reuters (@Reuters) August 14, 2026
นอกจากนี้ แอร์บัสยังขอให้แอร์อินเดียตรวจสอบสายไฟและโครงสร้างเครื่องบิน เนื่องจากพบว่าเครื่องบินได้รับแรงกระทำเกินค่าที่กำหนดระหว่างการเปลี่ยนระดับความสูงอย่างฉับพลัน
ก่อนหน้านี้ แอร์อินเดียระบุว่าเหตุการณ์เกิดจากสภาพอากาศปั่นป่วน แต่ต่อมาเปลี่ยนมาระบุเพียงว่า เครื่องบินสูญเสียระดับความสูงอย่างฉับพลัน
ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยว่า กัปตันประจำเที่ยวบินดังกล่าวมีผลตรวจหาสารเสพติดเป็นบวก โดยเป็นการตรวจพบกัญชา ด้านรัฐบาลอินเดียและแอร์อินเดียยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่ยืนยันว่า จะสอบสวนเหตุการณ์บนเที่ยวบินนี้อย่างละเอียดที่สุด ล่าสุดแอร์อินเดียเริ่มบังคับให้มีการตรวจสารเสพติดกับนักบินทุกคน ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



