ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง การเตรียมเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพจึงเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนในระยะยาว โดยเฉพาะทักษะที่ช่วยให้เด็กคิดก่อนตัดสินใจ รู้จักจัดการตัวเอง และมีพื้นฐานในการดูแลเรื่องเงินตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อเตรียมประเทศรับมือกับสังคมสูงวัย

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงร่วมกับ สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป (RLG) เปิดตัวโครงการ ‘เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน’ นำทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions) หรือทักษะ EF มาผสานกับความรู้ทางการเงิน สำหรับเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงประถมศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้เรื่องเงินเริ่มจากการฝึกคิดและสร้างนิสัยผ่านชีวิตประจำวัน

เริ่มจาก ‘คิดก่อนใช้’

‘อัสสเดช คงสิริ’ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า โครงการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้ทั้งที่บ้านและโรงเรียน ประกอบด้วยหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กปฐมวัย 5 เล่ม นิทานสำหรับเด็กระดับประถมศึกษา 5 เล่ม และบอร์ดเกมความรู้ทางการเงิน โดยเนื้อหาเน้นให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงิน ฝึกวินัยการออม แยกให้ออกว่าอะไรคือความจำเป็นและอะไรคือความต้องการ รวมถึงรู้จักแบ่งปันและคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ช่วยให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้การจัดการชีวิตและการเงินของตัวเอง

อีกเรื่องที่โครงการนำมาสอดแทรกคือ ‘ภัยหลอกลวงทางการเงิน’ ซึ่งเป็นปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเสียหายสูง โดยบอร์ดเกมจะจำลองสถานการณ์ใกล้ตัว ทั้งการออม การเสียภาษี การลงทุน และความเสี่ยงจากการถูกโกง ให้เด็กได้ฝึกตัดสินใจระหว่าง ‘ความต้องการ’ กับ ‘ความจำเป็น’ รวมถึงเรียนรู้เรื่องการกู้ยืมและดอกเบี้ยผ่านสถานการณ์จำลอง

ฝึกสมอง ก่อนฝึกเรื่องเงิน

ด้าน ‘สุภาวดี หาญเมธี’ ประธานสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป กล่าวว่า การพัฒนานิทาน บอร์ดเกม และกระบวนการฝึกทักษะอีเอฟควบคู่กับความรู้ทางการเงิน อาศัยพื้นฐานจากวิทยาศาสตร์สมอง โดยเริ่มฝึกตั้งแต่ช่วงปฐมวัยอายุ 3-6 ปี และต่อยอดไปตามวัย ทักษะ EF ช่วยให้เด็กกำกับตัวเองได้ เช่น รู้จักรอ รู้จักวางแผน และควบคุมความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของตัวเอง เมื่อเด็กมีพื้นฐานเหล่านี้ การเรียนรู้เรื่องเงินก็มีโอกาสนำไปใช้ในชีวิตจริงได้มากขึ้น ตั้งแต่การวางแผน การไม่สร้างหนี้เกินตัว การระวังการถูกหลอก ไปจนถึงการวางเป้าหมายเพื่อการลงทุนในอนาคต

การเรียนรู้จึงถูกออกแบบให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย เด็กอายุ 3-6 ปี เน้นการรู้จักรอและแบ่งปัน ระดับประถมต้นเริ่มวางแผนและเลือกสิ่งที่เหมาะสม ประถมปลายเรียนรู้เรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน ขณะที่วัยรุ่นจะได้ฝึกตัดสินใจท่ามกลางอิทธิพลจากเพื่อนและกระแสสังคม ก่อนต่อยอดไปสู่การวางแผนการเงินระยะยาวในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

จากโมเดลเชียงราย สู่ครูรุ่นใหม่

โครงการดังกล่าวเริ่มต้นจากความร่วมมือในปี 2563 ในพื้นที่นำร่อง 2 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ก่อนจะขยายครบทั้ง 18 อำเภอในปี 2567 และต่อยอดไปยังจังหวัดน่านและลำปาง โดยในปี 2568 มีการนำความรู้ทางการเงินมาบูรณาการกับทักษะอีเอฟในสถานศึกษา 20 แห่ง พร้อมเตรียมขยายไปยังสถานศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงคณะครุศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษากว่า 10 แห่ง เพื่อเตรียมครูรุ่นใหม่ให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และแนวทางในการสอนเรื่องความรอบรู้ทางการเงิน

‘ผศ.ดร.ดวงใจ ชนะสิทธิ์’ ประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม กล่าวว่า การขับเคลื่อนเรื่องนี้ต้องเชื่อมโยงกับระบบการผลิตครู โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง ‘PTRU Model’ แทรกเรื่อง EF และความรอบรู้ทางการเงินไว้ในสมรรถนะของนักศึกษาครูทุกชั้นปี พร้อมให้ครูเป็นต้นแบบด้านพฤติกรรมและใช้กระบวนการสะท้อนคิด เพื่อให้เด็กได้ฝึกคิดและหาคำตอบด้วยตนเอง

วางนิสัยตั้งแต่วัยเยาว์

ภายในงานยังมีเสวนาในหัวข้อ ‘จากผลผลิตเชิงบวกสู่การขยายผล: พัฒนาทักษะ EF เพื่อสร้างพลเมืองไทยที่มีวินัยทางการเงิน’ โดย ‘ธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา กล่าวว่า เรื่องเงินสามารถสอนเด็กได้ตั้งแต่ยังเล็ก หากนำมาเล่าผ่านเรื่องใกล้ตัว นิทาน หรือกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือทำ และฝึกต่อเนื่องในแต่ละช่วงวัย ก็จะช่วยให้เด็กค่อยๆ สร้างพื้นฐานการจัดการเงินของตัวเอง

ด้าน ‘วีรวัฒน์ สานุมิตร’ ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายมีการขับเคลื่อนทักษะอีเอฟมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อนำความรู้ทางการเงินมาใช้ร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุก ก็ช่วยให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองได้เรียนรู้เรื่องการเงินไปพร้อมกัน

ขณะที่ ‘กิตติพัฒน์ แสนทวีสุวีข’ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การลงทุน คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ปัญหาการเงินของคนไทยส่วนหนึ่งมาจากการขาดการฝึกคิดก่อนตัดสินใจและการไม่ได้สร้างนิสัยการใช้เงินตั้งแต่วัยเด็ก โดยช่วงปฐมวัยเป็นช่วงที่เหมาะกับการพัฒนาทักษะอีเอฟ ทั้งการยับยั้งแรงกระตุ้น การตั้งเป้าหมายทางการเงิน และการปรับแผนเมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน

จากจุดเริ่มต้นที่เชียงราย โครงการฯ กำลังยกระดับสู่การเชื่อมโยงระบบการศึกษาและการผลิตครูทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กไทยเรียนรู้เรื่องการเงินผ่านการฝึกคิดและลงมือทำตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเปิดรับภาคีเครือข่ายร่วมขยายผลในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ