หลังจากกรรมาธิการงบประมาณเปิดประเด็นเรื่อง “บ้านพักในอุทยานเลวทราม” แม้จะเป็นคำที่ทำร้ายจิตใจของเหล่าข้าราชการ แต่ก็สะท้อนความรู้สึกของ “นักท่องเที่ยวยั่งยืน” ที่มีความหวังอยากเห็นมนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน
บ่อยครั้งที่ผมได้รับเชิญไปบรรยายให้ “ผู้บริหารอุทยานและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า” เรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการออกแบบอุทยานให้ยั่งยืนตามหลักสถาปัตยกรรมที่รวมถึงการวางผังบริเวณเน้นความงามของธรรมชาติ และการอนุรักษ์ การวางตำแหน่งสำนักงาน การออกแบบที่พักสีเขียว พื้นที่ตั้งเต็นท์ และออกแบบเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่โดดเด่น และปลอดภัย ไม่น่าเชื่อเลยว่า การออกแบบส่วนใหญ่ ผิดตั้งแต่ต้น เหมือนไม่มีสถาปนิก ภูมิสถาปนิก รับผิดชอบ

ปีที่แล้ว ผู้เชิญเปิดห้องพักให้ในคืนก่อนบรรยาย และนับว่าเป็น “ประสบการณ์สุดกล้ำกลืน” หนึ่งคืนที่เลวร้ายมิอาจลืมเลือน ผมสัญญากับตัวเองว่าคราวหน้าจะหาที่พักที่มีมาตรฐานใกล้ ๆ อุทยานจะดีกว่า หรือว่า ผมเรื่องมากเกินไป
เรื่องที่พักนี่เอง ที่มีข้อถกเถียงกันมายาวนานว่าควรมีหรือไม่ ถ้ามีควรมีแบบไหน อะไรจำเป็น อะไรหรูหราเกินพอดี
ฝ่ายนักอนุรักษ์ มองว่าอุทยานคือ “ปราการด่านสุดท้ายของความหลากหลายทางชีวภาพ” การสร้างสิ่งปลูกสร้างแม้เพียงน้อยนิดก็กระทบระบบนิเวศ เปิดประตูสู่การบุกรุกขยายวง สร้างมลพิษสิ่งแปลกปลอม รบกวนพฤติกรรมสัตว์ป่า
ฝ่ายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เชื่อว่าการเปิดให้มนุษย์ได้เข้ามาสัมผัส ค้างคืน และเรียนรู้ธรรมชาติอย่างใกล้ชิด คือวิธีการสร้าง “จิตสำนึกรักษ์ป่า” ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รายได้จากค่าบริการยังนำกลับมาดูแลป่า จ้างเจ้าหน้าที่เพิ่มได้

ในประเทศที่เขารักธรรมชาติอย่างยั่งยืน เขารักษาสมดุลนี้ด้วยวิธีใด
นิวซีแลนด์ใช้ระบบจำกัดคน และสร้างกระท่อมชั่วคราว ในพื้นที่ป่าลึกนิวซีแลนด์ไม่อนุญาตให้มีรีสอร์ทที่พักเด็ดขาด สร้างได้เพียงกระท่อมพักแรมชั่วคราว โครงสร้างเบา ไม่มีไฟฟ้า ยึดหลักพอเพียง ควบคุมจำนวนไม่ให้มนุษย์เข้าไปเกินพอดี
คอสตาริกาใช้โมเดลผลกระทบเป็นศูนย์ อนุญาตให้มีที่พักในเขตกันชน โดยกำหนดสเปกสถาปัตยกรรมเข้มงวด ตัวอาคารต้องยกสูงจากพื้นเพื่อไม่ขัดขวางการเดินของสัตว์และทางน้ำ ใช้พลังงาน และน้ำหมุนเวียน 100%
ญี่ปุ่นใช้แนวคิดที่พักชุมชนรอบอุทยาน ไม่สร้างที่พักขนาดใหญ่ในไข่แดงของป่า แต่ใช้หมู่บ้านรอบนอกอุทยานเป็นพื้นที่บริการ สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวพักโฮมสเตย์เรียวกังท้องถิ่น แล้วค่อยเดินทางเข้ามาเที่ยวแบบ “เช้าไป เย็นกลับ”
สหรัฐอเมริกาให้เอกชนบริหารภายใต้เงื่อนไขรัฐ กรมอุทยานกำหนดมาตรฐานด้านสถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมาก หากเอกชนประมูลทำที่พักแล้วทำผิดกฎ เช่น ปล่อยน้ำเสียหรือใช้ไฟรบกวนสัตว์ จะถูกยกเลิกสัญญาทันที

แคนาดาใช้โครงสร้างลูกผสม กรมอุทยานพัฒนาที่พักครึ่งเต็นท์ครึ่งกระท่อมไม้ และใช้วัสดุถอดประกอบได้ ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว ยกพื้นสูง ไม่เทคอนกรีต และรื้อถอนคืนพื้นที่ให้ธรรมชาติได้ 100% ภายในไม่กี่วัน
สวิตเซอร์แลนด์ สร้างกระท่อมบนภูเขาสูงใช้สถาปัตยกรรมยั่งยืนไฮเทค มีแผงโซลาร์เซลล์ ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% มีระบบกรองน้ำจากหิมะละลาย และบำบัดน้ำเสียขั้นสูง ปล่อยน้ำสะอาดเกือบเท่าระดับน้ำดื่มกลับสู่ธรรมชาติ
นอร์เวย์และสวีเดน ยึดหลักไม่สร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรรบกวนระบบนิเวศ แต่เน้นให้คนกางเต็นท์ตามจุดพักธรรมชาติ ส่งเสริมให้เดินป่าเคารพธรรมชาติ หากจะมีที่พักถาวร จะผลักออกไปอยู่เขตรอบนอก บริหารโดยชุมชนท้องถิ่นเท่านั้น
ถ้ากรมอุทยานมีแผนจะสร้างที่พักต้นแบบ แนะนำให้มีทีมสถาปนิกที่เข้าใจเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นผู้รับผิดชอบ
โดยการออกแบบต้องคำนึงถึง 1. การเคารพบริบทพื้นที่ และระบบนิเวศ วางผังให้ดีโดยตัดต้นไม้ใหญ่ให้น้อยที่สุด อาคารยกสูงไม่รบกวนทางเดินสัตว์ และทางน้ำธรรมชาติ ใช้วัสดุชั่วคราวรื้อถอนง่าย ไม่เทพื้นคอนกรีต 2. ใช้ระบบโมดูล่า ถอดประกอบได้ ผลิตสำเร็จจากโรงงาน ลดขยะ ลดมลพิษทางเสียง ลดเวลาก่อสร้าง เลือกใช้วัสดุท้องถิ่นหมุนเวียนย่อยสลายได้ 3. ออกแบบให้เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า และใช้พลังงานธรรมชาติ อาคารกลมกลืนกับธรรมชาติ รับลม เลี่ยงแดด ลดการพึ่งพาแอร์ ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดการแสงสว่างแบบพรางไฟส่องลงพื้น ไม่ส่องขึ้นฟ้า ใช้ไฟโทนสีอุ่น ไม่ให้แสงรบกวนวงจรชีวิตของสัตว์ป่า ระบบบำบัดน้ำเสียต้องหมุนเวียน ห้ามปล่อยน้ำทิ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติ 4. การบริหารจัดการขยะเป็นศูนย์ และการมีส่วนร่วมของชุมชน สอนให้ผู้พักไม่ทิ้งขยะ ของที่นำเข้าต้องเก็บออกอย่างเคร่งครัด สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ป่าสร้างรายได้ชุมชน ทำให้คนในพื้นที่กลายเป็นปราการปกป้องป่าอย่างยั่งยืน

ที่พักในอุทยานไม่ได้ “เลวทรามเพราะตัวของมันเอง” แต่ “เลวทรามเพราะความคิดมักง่าย ตั้งแต่การออกแบบและการจัดการที่ไม่เคารพต่อธรรมชาติ” หากเราใช้ “สถาปนิกยั่งยืน” ออกแบบด้วยแนวคิดสมดุล “ไม่ข่ม ไม่ตักตวงความสุขเกินควร” ออกแบบด้วยความ “ถ่อมตัว เรียนรู้ เคารพธรรมชาติ” บ้านพักในป่าก็จะไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมอีกต่อไป แต่จะเป็นหน้าต่างบานเล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เข้าไปสัมผัสและตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติอย่างยั่งยืน.



