เมื่อวันที่ 22 ส.ค. เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย น.ส.ชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย โดยมีผู้อำนวยการสำนัก/กอง ส่วนกลาง ผู้แทนศูนย์ป้องกันและบรรเเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เข้าร่วมประชุมฯ และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ รองอธิบดี ทปภ. เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 18-21 ส.ค. ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มหลายพื้นที่ ประกอบกับการติดตามสภาพอากาศ พบว่า ในช่วงวันที่ 22-24 ส.ค. 2569 แม้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากร่องมรสุมเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านประเทศเมียนมาและประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน จึงยังคงต้องเฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม แม้ในบางพื้นที่ระดับน้ำลดลงและเข้าสู่การฟื้นฟู แต่จังหวัดพื้นที่ท้ายน้ำยังต้องเฝ้าระวังมวลน้ำที่ไหลจากพื้นที่ตอนบน จากนั้นที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยใน จ.น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก บึงกาฬ และกาญจนบุรี

สำหรับ จ.น่าน สถานการณ์ส่วนใหญ่คลี่คลาย เหลือพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์ 3 อำเภอ 6 ตำบล 35 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.เมืองฯ อ.ภูเพียง อ.เวียงสา ระดับน้ำลดลง ปริมาณน้ำท่าในลำน้ำน่านไหลผ่านเทศบาลเมืองน่าน ลดลงเหลือ 557.00 ลบ.ม./วินาที จากที่สามารถรองรับได้ 1,066 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 2.30 เมตร และเข้าสู่ระยะฟื้นฟู ซึ่ง ปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการฟื้นฟูถนน บ้านพักอาศัย พื้นที่สาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐาน ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ส่วนจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงวันที่ 24 ส.ค. 2569 จ.กาญจนบุรี แม้ยังไม่มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ แต่เพื่อเฝ้าระวังฝนตกหนักในระยะถัดไป จึงกำชับให้พื้นที่ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อรองรับการระบายน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำไหลสะดวก

“จังหวัดที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัยให้แก้ไขและช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องทุกด้าน ทั้งการดำรงชีพ การแพทย์สาธารณสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การระบายน้ำ การสนับสนุนเครื่องจักรกลฯ ทำความสะอาดบ้านเรือน เปิดเส้นทางคมนาคมให้สัญจรได้ตามปกติ ส่วนจังหวัดในพื้นที่ท้ายน้ำ ให้เตรียมรับมวลน้ำเหนือ โดยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่และติดตั้งเครื่องจักรกลในพื้นที่เสี่ยง หากคาดว่าจะเกิดอุทกภัยให้ประสานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนโดยด่วน เละจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับหากเกิดภัย ส่วนจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลาย ให้ ปภ. บูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ และ อปท. สำรวจความเสียหาย และช่วยเหลือตามระเบียบหลักเกณฑ์โดยเร็วที่สุด” น.ส.ชัชดาพร กล่าว

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยปัจจุบัน ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี รวม 12 อำเภอ 33 ตำบล 161 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 6,617 ครัวเรือน 19,987 คน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย (จ.น่าน อ.ปัว 1 ราย อ.ท่าวังผา 1 ราย).