เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ความเห็นถึงสถานการณ์รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาในตลาดไทย และอาเซียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากดุลอำนาจต่อรองในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป ฝั่งผู้บริโภคได้ประโยชน์จากราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น และคุณภาพที่พัฒนาขึ้นมาก ขณะที่ค่ายรถยนต์สันดาปเดิมยังอยู่ระหว่างปรับตัวเรื่องราคาและการพัฒนานวัตกรรมใหม่
“หลักๆ อยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างการค้า คุณภาพสินค้า กับเงินในกระเป๋าผู้บริโภค ต้องยอมรับว่ารถยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์ทั้งเรื่องราคาและคุณภาพได้ค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา” นายพชร กล่าว
นายพชร กล่าวอีกว่า ความได้เปรียบของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดไทยไม่ได้มาจากปัจจัยด้านราคาและคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานมาจากโครงสร้างภาษีภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ที่วางไว้มานานแล้ว โดยรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV) ถูกจัดเป็นสินค้าปกติและได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าจากจีนมาตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รวมถึงรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวสูง ซึ่งลดภาษีได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 50 เท่านั้น
ซึ่งนอกจากไทยแล้ว อินโดนีเซียก็เป็นอีกตลาดที่กำลังได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้เช่นกัน แต่มองว่า ไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตกกังวลจนเกินไป หากนโยบายของไทยซึ่งมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ข้อที่ได้กล่าวมาข้างต้นได้อย่างชัดเจน โดยนายพชร กล่าวว่า ก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ จำเป็นต้องตอบโจทย์สำคัญ 3 ข้อให้ชัดเจนก่อน คือ
1. รักษารายได้ภาษีสรรพสามิตอย่างไร ให้ยังดูแลโครงสร้างพื้นฐานได้ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ทำให้รัฐเสียรายได้พร้อมกันถึงสองขา ทั้งขาภาษีรถยนต์ที่ลดลงตามนโยบายส่งเสริม และขาภาษีน้ำมันที่หายไปตามปริมาณการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ลดลง หากไม่มีแผนทดแทนรายได้ที่ชัดเจน จะกระทบต่องบประมาณดูแลถนน สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องในระยะยาว
2. เงินออมที่ผู้บริโภคประหยัดได้จากรถราคาถูกลง ไหลไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตรงไหน ซึ่งส่วนต่างที่ผู้บริโภคประหยัดได้จากการซื้อรถราคาถูกลงนั้น สุดท้ายถูกนำไปใช้จ่ายหรือลงทุนในภาคส่วนใดของเศรษฐกิจไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนสู่ระบบได้จริงหรือไม่ เพราะหากเงินที่ประหยัดได้เพียงไหลไปซื้อสินค้านำเข้าอื่นต่อ ก็ไม่ได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจในประเทศตามที่คาดหวัง
3. หาช่องว่างที่ไทยยังแข่งได้ ในตลาดที่ EV ยังตอบโจทย์ไม่เต็มที่ ไทยควรมองหา segment เฉพาะที่ยังมีช่องว่างให้พัฒนาต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมเดิม เช่น รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถกระบะ และรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเทคโนโลยี EV ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ด้านระยะทางและภาระบรรทุกเท่ากับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะรักษาฐานการผลิต และอัพเลเวลอุตสาหกรรมเดิมไปพร้อมกัน แทนที่จะทุ่มทุกอย่างไปกับ EV ผู้โดยสารเพียงอย่างเดียว
“ทั้งสามเรื่องนี้ต้องตอบให้ได้ก่อน ก่อนจะขยับนโยบายภาษีต่อไป ไม่เช่นนั้นเราอาจแก้ปัญหาหนึ่งแล้วไปสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม” นายพชร กล่าว



