จากคู่รักสู่พ่อแม่ลูกสองแต่ “บี้ ธรรศภาคย์ – กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์” ยืนยันว่า 10 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่ห้ามหายไปเด็ดขาดคือความเป็นแฟน เปิดกฎเหล็กชีวิตคู่ต่อให้ทะเลาะกันหนักแค่ไหนก็ห้ามท้าเลิก ในรายการ WandOland พร้อมเผยวิธีรักษาความสัมพันธ์ให้ยังเป็นทั้งคู่ชีวิต เพื่อนสนิท และทีมเลี้ยงลูกที่เดินไปด้วยกัน เพราะสำหรับทั้งคู่การมีลูกไม่ได้แปลว่าต้องหยุดรักกันในฐานะแฟน

กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ เผยว่า ” กิ๊บบอกเลยว่าบ้านเราเป็นทีมเวิร์กที่แน่นมาก เราแบ่งหน้าที่กันค่อนข้างที่จะชัดเจน ลูกเคยพูดอันนี้ไม่ได้มาจากกิ๊บ เขาบอกว่าเวลาเขาอยู่กับบี้ เขาจะรู้สึกว่าเขาได้ทำนั่นทำนี่ อะไรที่มันเข้มแข็ง ที่มันสนุก ที่มันเพลิดเพลิน จะอยู่กับพ่อได้เลย แต่พอเป็นแม่ก็จะเป็นแบบปลอบประโลม พูดคุย สนุกสนาน ความเป็นผู้หญิง พูดคุยสัพเพเหระ รับฟัง หัวเราะสนุก เขาบอกว่า วันหนึ่งที่อยู่แยกกัน หนูเลือกไม่ได้เลยว่าจะอยู่กับใคร เพราะรู้สึกว่าต้องมีทั้งคู่ พ่อแม่ห้ามแยกกันนี่คือสิ่งที่ลูกพูดกับกิ๊บ พออยู่ด้วยกันรู้สึกว่าครอบครัวของเรามันคือดีที่สุดมากสำหรับหนู เราฟังแล้วเรารู้เลยว่า งั้นแสดงว่าเราสองคนก็แบ่งตามความชอบ ตามความถนัดแต่ต่อให้อีกด้านหนึ่ง อีกคนหนึ่งไม่ถนัด ก็พยายามทำความเข้าใจและปรับตัวเข้าหากันไปด้วย หมายถึงทำตัวให้กลมกลืน คิดว่าความเป็นทีมเวิร์กมันเกิดจากการสื่อสาร การพูดคุย และการที่เราไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว เราปรับตัวกับลูกกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เราได้ยินหรือได้เรียนรู้ตลอด ลองวิธีนี้แล้วอาจจะไม่ค่อยได้ผล เรามาคุยกันและปรับหน่อยดีกว่า เธอต้องปรับ ฉันต้องปรับ คิดว่าความน่ารักของบี้คือ บี้เป็นคนที่เข้าใจและพยายามเข้าใจ กิ๊บก็พยายาม ทุกวันนี้ 10 ปีแล้ว”

“แต่หนึ่งสิ่งที่เราคุยกันตลอดแล้วกิ๊บคิดว่าอยากจะแชร์ เวลาเราพูดอะไรกิ๊บไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเราเป็นคนมาสอน เราแค่แชร์ในมุมมองของบ้านเรา แต่หนึ่งสิ่งที่กิ๊บรู้สึกแล้วมันได้ผลจริง ๆ และลูกเราตอบรับกลับมา เขาจะเล่าถึงความรู้สึกว่าบ้านนี้ต้องเป็นบ้านของเขา หลายคน พ่อแม่ตกหล่นตรงที่คิดว่านี่คือบ้านฉัน ฉันซื้อ บ้านที่ฉันสร้าง เด็กเป็นผู้อยู่อาศัยความจริงแล้วไม่ใช่นี่คือบ้านของเราทุกคน เราทุกคนต้องเป็นตัวเองได้ เด็กต้องสามารถรู้สึกว่าที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย ที่เขาจะเป็นตัวเองได้ เขาจะกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำผิด กล้าทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่โดนใครในบ้านตัดสิน แต่จะค่อย ๆ ปรับให้เข้าร่องเข้ารอย หรือค่อย ๆ แนะนำหรือสอน กฎในบ้านที่ทุกคนปฏิบัติตามเท่ากัน ไม่ใช่ว่าลูกอยู่ที่นี่แล้วลูกไม่มีสิทธิ์ และเราสองคนจะเตือนกันอยู่ตลอดว่าบ้านนี้จะเป็นอย่างไรไม่ใช่คุณเป็นคนกำหนดไม่ใช่ฉันเป็นคนกำหนด เราทุกคนต้องเดินเข้ามาแล้วทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านหลังนี้คงที่เป็นที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นเด็กจะไม่รู้สึกอยากออกไปจากบ้านหลังนี้เพราะนี่คือบ้านฉันไม่ใช่บ้านพ่อแม่ “

กุ๊บกิ๊บ เผยว่า “ตอนไหนที่รู้สึกว่าถูกละเลยจนรู้สึกไม่สำคัญเหมือนเดิมบ้างไหม จุดนี้ถ้าเรื่องจริงจังไม่มีเลย แต่ชอบมีล้อเล่น เพราะตั้งแต่มีลูก เขารักลูกมาก กอดลูกตลอด หอมลูกตลอด เอาลูกมานอนกั้นกลางตลอด จนกิ๊บต้องบอกว่า “หอมลูก แต่ยังไม่หอมฉันเลย เธอเปลี่ยนไป” เขาก็จะรีบมาหอม คือเราตื่นเช้ามา จะมี Morning Kiss กัน จุ๊บกันก่อนนอน แต่ระหว่างวันเราแค่อยากได้ตลอดเวลาเฉย ๆ จะชอบแกล้งเวลาเขากอดหอมลูก เราจะบอกว่า เปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม เขาก็จะรีบมา คือกิ๊บชอบพูดว่าทุกครั้งก่อนออกไปทำงานต้องหอมกัน ความน่ารักของเขาคือกลัวกิ๊บตื่น แต่ความรู้สึกของเราคือ บี้ต้องเดินทางตลอด ออกไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เราไม่มีวันรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะกลับมาหรือไม่กลับมา หรือใครอีกคนหนึ่งจะเป็นอะไรไหม ไม่อยากทำให้รู้ว่าวันนั้นน่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ กิ๊บกับบี้จะพยายามใช้ชีวิตให้ทุกวันถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย เราทำเต็มที่แล้ว ทุกอย่างเต็มที่แล้ว กิ๊บคิดว่าการสื่อสารสำคัญ สิ่งที่ทำให้บ้านเรายังเป็นทีมเพราะพูดแล้วอีกคนตอบรับทันที พอพูด บี้จะรู้ตัวทันที แล้วรีบมาหา มันเลยทำให้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แน่นเหมือนเดิม มันเป็นการเชื่อมต่อกัน ห้ามขาดการเชื่อมต่อกันโดยเด็ดขาด อย่าเพิ่งมีข้ออ้าง คนนี้พูด คุณไม่ต้องอ้าง ให้เข้ามาทำก่อน แล้วค่อยอธิบายทีหลัง เขาจะชอบให้ไปไหนก็จะจับมือแตะเนื้อต้องตัว ต่อให้เรานอนห่างกันแบบมีลูกนอนคั่นไว้แต่ขาต้องแตะกันไว้เสมอ ก่อนนอนก็ต้องคุยกัน มีอยู่วันหนึ่งกิ๊บไม่สบายหลับไปก่อน เขากลับมาประมาณสี่ทุ่มบอกว่าเหงามาก ไม่รู้จะคุยกับใคร เราเลยรู้ว่าต่างฝ่ายต่างสำคัญต่อกันมาก แม้ทั้งวันจะคุยกันเยอะมากแล้วก็ตามเราต้องเชื่อมต่อกันตลอด”

“การเป็นเพื่อนสนิทแล้วมาเป็นคู่รัก หลัก ๆ คืออย่าตัดสินกัน เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร บางครั้งเราตัดสินจากมุมของเราโดยไม่ได้ไปยืนในมุมของเขา หลายครั้งที่กิ๊บเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองและคิดว่าถูกแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่บี้คิดกลับถูกต้องกว่า หากทำตามที่บี้คิดตั้งแต่แรก กิ๊บอาจจะสบายใจหรือถูกต้องมากกว่านี้ กลายเป็นว่าเราไม่ตัดสินกัน เขาได้เป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่เศร้า เสียใจ หรือปัญหาต่าง ๆ ให้ฟัง โดยไม่ต้องรู้สึกว่าโดนจับจ้อง สามารถพูดคุย ปรับเปลี่ยน และว่ากันไป ทำให้เกิดความสบายใจ กิ๊บเองก็สามารถพูดกับเขาได้ทุกเรื่องโดยรู้ว่าเขาจะไม่ตัดสิน บางครั้งเขาแค่นั่งฟัง ไม่ได้ให้แนวทางหรือช่วยอะไร แต่เขาก็อยู่ตรงนั้นและรับฟัง เพื่อนสนิทก็คือการนั่งฟังและรับฟัง เรื่องการเลี้ยงลูกก็เช่นกัน เมื่อลูกมาเล่าให้ฟัง เราก็แค่นั่งรับฟังโดยไม่ได้สั่งสอนอะไร ในฐานะสามีภรรยาก็เช่นเดียวกัน คือพร้อมที่จะรับฟังกันและกัน สิ่งหนึ่งที่เราสองคนไม่เคยทำเลยตลอด 10 ปี คือไม่เคยพูดคำว่า “เลิกกัน” ไม่เคยท้าเลิก บอกเลิก หรือพูดคำอะไรแบบนี้เลย นี่คือสิ่งที่กิ๊บกับบี้ไม่เคยทำตลอด 10 ปี ไม่เคยมีคำนี้ออกมาจากปากเลยสักครั้งเดียว เต็มที่ก็แค่เงียบไม่คุยกัน แต่แป๊บเดียวก็กลับมาคุยกันอยู่ดี ยิ่งพอมีลูก ก็ไม่อยากให้ลูกรู้สึกถึงบรรยากาศแบบนั้น แป๊บเดียวก็ต้องคุยกัน”

บี้ เผยว่า ” บางทีเราต้องไม่เอามาตรฐานของผู้ใหญ่ที่เราเรียนรู้มา ที่สมองของเราที่มันสมบูรณ์แบบแล้ว มาคิดว่าเขาน่าจะเข้าใจ คิดว่าเขาน่าจะเป็นเหมือนเรา คิดว่าสมองของเขาน่าจะเติบโตสมบูรณ์แบบเหมือนเรา คือบางอย่างเรามีเกินเลยไปบ้าง เป็นอะไรที่เราต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน แต่ผมแค่รู้สึกว่าเรื่องปู่ย่าตายาย เราไม่ได้นำทั้งหมดที่สอนมาส่งต่อให้ลูกหมด ชีวิตผมมั่นใจมากเพราะแม่เลยครับ แม่พูดกับผมมาตั้งแต่เด็กว่า ทำดีมาก เก่งมาก ร้องเพลงดีมาก ทั้ง ๆ ที่ร้องไม่ดี แต่เขาจะบอกว่า ดีมาก ลูกเก่งมาก มันเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เรามั่นใจมาก กล้าที่จะไปทำอะไรที่สำหรับคนอื่นมองว่าน่าตื่นเต้น แต่สำหรับเราไม่ใช่ เราชอบ บี้เพิ่งคุยกับกิ๊บเมื่อไม่นานมานี้เองเรื่องการแสดงเจตจำนง (Manifest) เหมือนเราได้ยินแบบนี้มาตลอด นั่นคือสิ่งที่เราเป็น ว่าเราต้องป้อนพลังบวกแบบนี้ให้ลูก บางทีลูกสาวอย่างน้องเป่าเป้ย์ชอบเต้น เวลาอยู่ซูเปอร์มาร์เก็ต กิ๊บก็จะมองว่าแปลก ๆ แล้วบอกลูกว่า อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ต้องเต้น แต่ผมจะมองต่างออกไป เพราะเราเคยเป็นแบบนั้น เราอยู่ตรงไหนเราก็เต้น ไม่เป็นไรหรอก ให้เขาซ้อมไป แม้จะดูแปลกนิดหน่อย”

“คู่รักเพื่อนสนิท นอกจากจะเป็นคู่รักแล้ว ความสัมพันธ์ของผมกับกิ๊บยังเหมือนเพื่อนสนิทด้วย พอเป็นเพื่อนสนิทกัน มันจะมีทั้งการพูดเสียงดังใส่กัน ว่ากัน หรือทำอะไรที่บ้า ๆ เพื่อเป็นการระบายความเครียดจากสิ่งอื่น เวลาที่เราเจอเพื่อนสนิท ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร การได้ทำอะไรบ้า ๆ ด้วยกัน มันทำให้เราลืมบางอย่างที่ไม่ดีไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกับกิ๊บเป็นกันอยู่ตลอด เวลาเจออุปสรรคหรือเรื่องเครียด มันจะสลับและช่วยให้ลืมไปได้เยอะ ผมรู้สึกดีใจมากที่เราเป็นทั้งคู่รักและเพื่อนสนิทที่เมื่อเจอกันแล้ว อุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตมันละลายหายไปหมด เป็นสิ่งสำคัญมาก ในชีวิตคนเราที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ คนรอบข้างอาจค่อย ๆ น้อยลง เพราะเราโฟกัสบางอย่างมากขึ้น และเพื่อน ๆ อาจไม่ได้เดินเส้นทางเดียวกับเรา ทำให้โอกาสเจอกันน้อยลง การได้เป็นทั้งคนรักและเพื่อนรักจึงเป็นเรื่องที่โชคดีมาก”